สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

นอนกัดฟันอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ

โอ๊ย! ทำไมปวดหัวแล้วยังปวดฟันอีก อ๊ะๆ คุณกำลังนอนกัดฟันรึเปล่านะ การที่เรามีอาการ “นอนกัดฟัน” เป็นปัญหาที่มองข้ามไม่ได้ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากๆ ในทุกเพศทุกวัย และมันอาจส่งผลเสียที่ร้ายมากๆ ต่อคุณภาพชีวิตของคุณ ทำให้การนอนของคุณสะดุดติดขัดถึงแม้ว่าอาการนอนกัดฟันจะเกิดแบบไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งนอกจากปัญหานี้จะส่งผลโดยตรงกับตัวคุณเองที่ต้องเสี่ยงต่อฟันสึกกร่อนแล้ว ยังส่งผลไปยังคนรอบข้างของคุณอีกด้วย

นอนกัดฟัน คืออะไร?
อาการนอนกัดฟันเกิดขึ้นจากอะไร การนอนกัดฟันเป็นลักษณะอาการของผู้ที่หลับไปแล้ว แต่จะมีเสียงออกมาคล้ายกับคนนอนกรน แต่เป็นเสียงเหมือนฟันขบกัดกัน สบกันแรงๆ ซึ่งระหว่างที่กำลังนอนหลับอยู่ จะมีเสียงเบาหรือดังก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันมักที่จะไม่เคยรู้ตัวมาก่อน และไม่สามรถที่จะขัดขืนพฤติกรรมนี้หรือบังคับไม่ให้นอนกัดฟันไม่ได้

6 สาเหตุของอาการ นอนกัดฟัน
จริงๆ แล้ว สาเหตุของการนอนกัดฟัน เกิดจากการที่เราอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคผิดปกติจากการนอนหลับ และยังอาจมาจากสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ชั่วคราว เช่น

  1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
  2. ความเครียด
  3. การดื่มแอลกอฮอล์
  4. ใช้ที่อุดฟันที่สูงเกินฟันจริงมากเกินไป
  5. เป็นโรคปริทันต์อักเสบ หรือเหงือกอักเสบรุนแรง
  6. มีความผิดปกติของขากรรไกร เช่น ขากรรไกรค้างบ่อยๆ

6 สัญญาณอันตรายของอาการ “นอนกัดฟัน” ที่ต้องพบหมอด่วน

  • ตื่นเช้ามา รู้สึกปวดขากรรไกรบ่อยๆ
  • คนใกล้ตัวบอกว่า นอนกัดฟันบ่อยๆ
  • ปวดศีรษะ
  • นอนกัดฟันอย่างรุนแรง จนรู้สึกเหมือนปวดฟัน ฟันสึก ฟันโยก
  • มีแผลในปาก หรือกระพุ้งแก้ม โดยไม่ได้มาจากการเคี้ยวผิดจังหวะ หรือไม่ทราบสาเหตุ
  • เสียวฟัน

อันตรายจากการนอนกัดฟัน
อย่างไรก็ตามอันตรายจากการนอนกัดฟันที่นอกจากจะทำให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ เกิดความรำคาญ และอาจนอนไม่หลับแล้ว การที่นอนกัดฟันบ่อยๆ จนอาจเกิดแทบทุกวัน ยังส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะลดประสิทธิภาพในการนอนหลับพักผ่อนลง และเสี่ยงให้เกิดปัญหาฟันสึกกร่อนมาก ถึงขนาดเข้าไปถึงชั้นเนื้อฟัน และส่วนใหญ่จะเกิดที่ฟันกราม อาจส่งผลให้มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เสี่ยงฟันสึกกร่อนแล้วยังส่งผลถึงปัญหาเรื่องฟันโยกได้มากกว่าวัยอื่นๆ

ดังนั้น หากสงสัยว่าตัวเองมีความผิดปกติขณะนอนหลับ อาจมีความเสี่ยงนอนกัดฟัน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคความผิดปกติจากการหลับ เพื่อวินิจฉัยตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เครื่องดื่มผสมน้ำตาล ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรือ?

นักวิจัยเผยคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย

การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นที่นิยมทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน หรือภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกินซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสกว่า 100,000 คน เป็นเวลา 9 ปี คือจากปี พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 21% และเป็นผู้หญิง 79% เพื่อดูว่าแต่ละคนดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจะวัดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดของกลุ่มตัวอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิจัยยังมองถึงความเสี่ยงอื่นๆ ในการเป็นโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล รวมถึงอายุ เพศ ระดับการศึกษ าประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และระดับการออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่มขึ้น 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งโดยรวม 18% และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 22%

และเมื่อพิจารณาผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดหวานอื่นๆ พบว่าคนทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะในกลุ่มอาสาสมัครมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสองชนิดนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

Amelia Lake ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัย Teesside ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุและผลกระทบที่ชัดเจนระหว่างน้ำตาลกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาล เพราะการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ British medical journal

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส ฮังการี และเม็กซิโกได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว หรือกำลังจะใช้วิธีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น

สุขภาพทั่วไป

ควรทานอาหารเสริมบำรุงตับ…อย่ารอให้สายจนเกินเยียวยา

อาการของมะเร็งตับ

โดยแรกๆส่วนใหญ่มะเร็งตับจะเหมือนกับนินจา หรือ นักฆ่าที่ค่อยเก็บตัวเงียบไม่เผยตัวออกมาให้รู้ว่า ตัวเราเองกำลังมีบ้างอย่างในร่างกายที่ผิดปกติไป เราจะสามารถใช้ชีวิตดำเนินได้อย่างปกติ ถ้าหากมองด้วยตาเปล่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองกำลังเป็นโรคมะเร็งตับอยู่หรือเปล่า แต่ถ้าหากเราเกิดว่างๆไปทำการตรวจร่างกายประจำปีและทางโรงพยาบาลได้ตรวจร่างกายด้วยการฉายแสงอัลตราซาวด์แล้วละก็ เรามะเร็งตับจะไม่สามารถหลบหนีจากการอัลตราซาวด์ถ้าหากเราเป็นมะเร็งตับก็จะพบได้ทันที หรือ การตรวจมะเร็งตับอีกแบบด้วย

 

วิธีการที่ทันสมัยของยุคนี้

ทางการแพทย์ได้ทำการคิดค้นการตรวจหามะเร็งตับได้จากการตรวจระดับของโปรตีนบางชนิดในเลือดของเรา โดยทั่วไปแล้วค่าโปรตีนของเราจะมีค่าที่คงที่เหมือนกับการหายใจที่มีจังหวะของมันเหมือนหายใจเร็วแปลว่าร่างกายของเราทำงานหนักเกินไปโปรในเลือดของเราก็เหมือนกันเมื่อค่าเกิดการผิดปกตินั้น ก็แสดงว่าตับได้ทำการสกัดโปรตีนจากสารอาหารของเราได้เปลี่ยนไป จากเดิมอาจจะสกัดได้ค่าคงที่ที่ 100 แต่ค่าอาจจะตกลดลงมาเรื่อยจาก 100 เป็น 70 เป็น 50 เป็น 10 จึงทำให้ทางการแพทย์วิเคราะห์ได้ว่าตับของเรากำลังมีบ้างอย่างที่ผิดปกติไปจากเดิมแน่นอน

โดยระยะแรก

ถ้าเกิดเราตรวจแล้วเจอทัน ตับจะมีเนื้องอกออกมาที่เป็นเนื้อร้ายจะมีขนาดประมาณไม่กี่เซนติเมตร ซึ่งถ้าเป็นในระยะนี้ 100 สามารถหายได้โดยการเข้ารับการผ่าตับเอาเนื้อร้ายออกและก็ฉายแสงเพื่อฆ้าเซลส์มะเร็งทิ้งซะไม่งั้นอย่างงั้นถ้ามะเร็งมีเชื้อก็จะกลับมาทำร้ายตับได้อีก แต่เมื่อเข้าระยะที่ 3 – 4 เนื้อร้ายนั้นจะมีขนาดมากกว่า 8 – 10 เ.ซนติเมตรซึ้งใหญ่กว่านิ่วของเรา จะทำให้เราไม่สามารถทานอะไรได้เลย ตาเหลือง ทรมานบางคนอาจจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดด้วย

เราควรหา อาหารเสริมบำรุงตับ มาทาน อย่ารอให้สายเกินเยียวยา เพราะโรคเกี่ยวกับตับน่ากลัวเกินที่เราจะลังเล