สุขภาพทั่วไป

ควรทานอาหารเสริมบำรุงตับ…อย่ารอให้สายจนเกินเยียวยา

อาการของมะเร็งตับ

โดยแรกๆส่วนใหญ่มะเร็งตับจะเหมือนกับนินจา หรือ นักฆ่าที่ค่อยเก็บตัวเงียบไม่เผยตัวออกมาให้รู้ว่า ตัวเราเองกำลังมีบ้างอย่างในร่างกายที่ผิดปกติไป เราจะสามารถใช้ชีวิตดำเนินได้อย่างปกติ ถ้าหากมองด้วยตาเปล่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองกำลังเป็นโรคมะเร็งตับอยู่หรือเปล่า แต่ถ้าหากเราเกิดว่างๆไปทำการตรวจร่างกายประจำปีและทางโรงพยาบาลได้ตรวจร่างกายด้วยการฉายแสงอัลตราซาวด์แล้วละก็ เรามะเร็งตับจะไม่สามารถหลบหนีจากการอัลตราซาวด์ถ้าหากเราเป็นมะเร็งตับก็จะพบได้ทันที หรือ การตรวจมะเร็งตับอีกแบบด้วย

 

วิธีการที่ทันสมัยของยุคนี้

ทางการแพทย์ได้ทำการคิดค้นการตรวจหามะเร็งตับได้จากการตรวจระดับของโปรตีนบางชนิดในเลือดของเรา โดยทั่วไปแล้วค่าโปรตีนของเราจะมีค่าที่คงที่เหมือนกับการหายใจที่มีจังหวะของมันเหมือนหายใจเร็วแปลว่าร่างกายของเราทำงานหนักเกินไปโปรในเลือดของเราก็เหมือนกันเมื่อค่าเกิดการผิดปกตินั้น ก็แสดงว่าตับได้ทำการสกัดโปรตีนจากสารอาหารของเราได้เปลี่ยนไป จากเดิมอาจจะสกัดได้ค่าคงที่ที่ 100 แต่ค่าอาจจะตกลดลงมาเรื่อยจาก 100 เป็น 70 เป็น 50 เป็น 10 จึงทำให้ทางการแพทย์วิเคราะห์ได้ว่าตับของเรากำลังมีบ้างอย่างที่ผิดปกติไปจากเดิมแน่นอน

โดยระยะแรก

ถ้าเกิดเราตรวจแล้วเจอทัน ตับจะมีเนื้องอกออกมาที่เป็นเนื้อร้ายจะมีขนาดประมาณไม่กี่เซนติเมตร ซึ่งถ้าเป็นในระยะนี้ 100 สามารถหายได้โดยการเข้ารับการผ่าตับเอาเนื้อร้ายออกและก็ฉายแสงเพื่อฆ้าเซลส์มะเร็งทิ้งซะไม่งั้นอย่างงั้นถ้ามะเร็งมีเชื้อก็จะกลับมาทำร้ายตับได้อีก แต่เมื่อเข้าระยะที่ 3 – 4 เนื้อร้ายนั้นจะมีขนาดมากกว่า 8 – 10 เ.ซนติเมตรซึ้งใหญ่กว่านิ่วของเรา จะทำให้เราไม่สามารถทานอะไรได้เลย ตาเหลือง ทรมานบางคนอาจจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดด้วย

เราควรหา อาหารเสริมบำรุงตับ มาทาน อย่ารอให้สายเกินเยียวยา เพราะโรคเกี่ยวกับตับน่ากลัวเกินที่เราจะลังเล

Uncategorized

โรคเกี่ยวกับมือ รับมืออย่างไร

มือ นับเป็นอวัยวะอีกอวัยวะหนึ่งที่มีความสำคัญ ใช้ในการหยิบจับสิ่งของ รวมทั้งการทำกิจวัตรประจำวันแทบทุกอย่างในชีวิต หากมือประสบปัญหาหรือเกิดอุบัติเหตุอันจะเป็นสาเหตุทำให้มือเกิดความผิดปกติไป ควรรีบทำการรักษาจากทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะประสบการณ์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมือเป็นอวัยวะที่มีขนาดเล็กและมีความซับซ้อน ที่ต้องใช้ความละเอียดสูงในการรักษา

ส่วนประกอบของมือ

  • กระดูก
  • เส้นเอ็น
  • เส้นประสาท
  • เส้นเลือด
  • ข้อเล็กๆ

สาเหตุของปัญหาทางมือ
ปัญหาในมือที่พบได้บ่อยมักมีสาเหตุมาจาก

อุบัติเหตุ ได้แก่ กระดูกหัก เส้นเอ็นขาด เส้นเลือดขาด เส้นประสาทขาด หรือผิวหนังบอบช้ำ
ปัญหาที่เกิดจากการทำงาน ได้แก่ นิ้วล็อค เส้นประสาทที่ข้อมืออักเสบ หรือโรคผังผืดเส้นประสาทที่ข้อมือ เอ็นข้อมืออักเสบ เนื้องอกเส้นประสาทบริเวณมือ
อุบัติเหตุทางมือ
อุบัติเหตุทางมือชนิดไม่รุนแรง อย่างมีดบาดหรือมือเข้าไปในเครื่องปั่น
การดูแลเบื้องต้นก่อนมาโรงพยาบาลที่ถูกวิธีคือ ใช้ผ้าก๊อซปิดและกดบาดแผล ถ้าบาดแผลที่นิ้วหรือข้อมือควรทาบด้วยไม้กระดานเล็กก่อนปิดผ้าก๊อซและพันด้วยผ้ายีดไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วหรือข้อมือบิดไปมา ปลายนิ้วอาจตายได้หากเลือดไปเลี้ยงไม่สะดวก และยกมือให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อให้เลือดออกน้อยลง

อุบัติเหตุทางมือชนิดรุนแรง ขาดทั้งกระดูก เส้นเอ็น เส้นประสาท เส้นเลือดทุกอย่างพร้อมกัน
วิธีการรักษาเริ่มจากต่อกระดูกก่อน จากนั้นจึงทำการต่อเส้นเอ็น เส้นประสาท และเส้นเลือดตามลำดับ หากเกิดอุบัติเหตุนิ้วหรือมือขาด วิธีการเก็บที่ถูกวิธีคือ เก็บอวัยวะส่วนนั้นมาโรงพยาบาลโดยใส่ถุงพลาสติกที่สะอาด มัดปากถุงให้แน่น แล้วนำไปแช่ในน้ำแข็งเพื่อรักษาเซลล์ให้คงสภาพดี ไม่ควรนำอวัยวะที่ขาดแช่ในน้ำแข็งโดยตรงเพราะเนื้อเยื่ออาจตาย และควรมาถึงโรงพยาบาลภายใน 6 ชั่วโมง

หลักการรักษามือ
การรักษามือนั้นซับซ้อนและต้องละเอียดพอควร หลักการรักษาจึงแบ่งออกตามส่วนประกอบสำคัญของมือ คือ

กระดูก
หลักการรักษาคือ ทำให้กระดูกแข็งแรงและเคลื่อนไหวโดยเร็วที่สุด หากปล่อยไว้นานเคลื่อนไหวช้าข้อนิ้วมือจะยึดติด แพทย์จะใส่เหล็กดามเล็กๆ เข้าไปยึดกระดูกนิ้วมือให้ประสานกัน โดยกระดูกส่วนที่หักบ่อย คือ กระดูกนิ้วมือและข้อมือ เพราะมือเกิดอุบัติเหตุง่าย และเป็นส่วนที่กระดูกเล็ก สาเหตุอาจเกิดจากอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุรถยนต์ ขับรถ Big Bike ทำให้โอกาสกระดูกหักมีมาก รวมทั้งคนสูงอายุ เวลาล้มหรือเกิดอุบัติเหตุมักใช้มือยันพื้นป้องกันตัว

เส้นเอ็น
ถ้าเอ็นขาดที่มือ หลักการต่อเส้นเอ็นมือคล้ายกันกับกระดูกคือ ต้องต่อเส้นเอ็นให้แข็งแรงพอที่จะเคลื่อนไหวได้เร็วที่สุด และไม่มีแผลเป็น ถ้ารักษาช้าจะเกิดแผลเป็นหรือผังผืดในเส้นเอ็น เนื่องมาจากช่องว่างในนิ้วมือค่อนข้างเล็ก หากเส้นเอ็นเกิดแผลเป็นหนาจะทำให้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ข้อจะติด เพราะฉะนั้นการต่อเส้นเอ็นต้องต่อให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดแผลเป็นหรือผังผืด

การผ่าตัดต่อเส้นเอ็นในมือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ในสมัยก่อนอาจารย์แพทย์ผ่าตัดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากเส้นเอ็นขาดตรงนิ้วมือ ไม่ต้องต่อ เพราะสมัยนั้นเทคนิคการผ่าตัดยังไม่ดีพอ ยิ่งผ่าตัดต่อเส้นเอ็นยิ่งทำให้เกิดแผลเป็นในเส้นเอ็นและมีปัญหามากขึ้น จนปัจจุบันเทคโนโลยีการผ่าตัดมีความก้าวหน้าไปมาก มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดรักษาดีขึ้น สามารถต่อเส้นเอ็นที่ขาดโดยไม่มีแผลเป็น เส้นเอ็นที่ขาดมานานแล้วต่อไม่ได้จะนำเอาเส้นเอ็นจากส่วนอื่นในร่างกายมาใช้ทดแทนส่วนที่เกิดปัญหา เช่น เส้นเอ็นจากส่วนขา การผ่าตัดต่อเส้นเอ็นด้วยไหมสารสังเคราะห์ที่มีความแข็งแรง ทำให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ทำให้ต่อเส้นเอ็นโดยมิให้เกิดรอยแผลเป็นในเส้นเอ็น จึงกล่าวได้ว่า ‘การผ่าตัดทางมือต้องใช้ศาสตร์ที่ครบเครื่อง’ ไม่ว่าจะเป็น กระดูก เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท แพทย์ที่ผ่าตัดมือต้องมีความครบเครื่อง เปรียบได้กับ เป็นทั้งช่างทอง (ต่อเส้นเลือด เส้นเอ็น เส้นประสาทเส้นเล็ก ๆ ผ่านกล้อง) และช่างไม้ (ต่อกระดูก) เป็นต้น

เส้นประสาท
ในมือของคนเรามีหน้าที่รับรู้ความรู้สึก การต่อเส้นประสาทที่ขาดต้องทำการรักษาด้วยการต่อเส้นประสาท เนื่องจากเส้นประสาทมีขนาดที่เล็กมาก ยิ่งปลายนิ้ว ยิ่งต่อยาก การต่อจึงต้องใช้ความละเอียดสูง โดยใช้ไหมเส้นเล็กๆ ยิ่งบริเวณส่วนปลายมือ

เส้นประสาทยิ่งมีขนาดเล็กจึงต้องใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงที่เรียกว่า Microsurgery ดังนั้นการต่อรักษาเส้นประสาทจึงต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านมือและมีประสบการณ์ในการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ หากเส้นประสาทเสียหายมาก ๆ ต่อติดไม่ได้ หรือต่อช้านานเกิน 1 ปี จะทำให้กล้ามเนื้อมือลีบ แพทย์จะใช้เทคนิคการย้ายเส้นเอ็นจากส่วนอื่นมาช่วยทดแทนกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่ไม่ทำงาน เนื่องจากเส้นประสาทที่เสียหายเพื่อให้นิ้วมือสามารถขยับใช้งานได้

เส้นเลือด
ถ้าขาดก็ต้องทำการผ่าตัดต่อเส้นเลือดโดยเร็ว

นอกจากนี้ มือจะต้องมีการรับความรู้สึก จึงต้องมีผิวหนังที่ดี ผิวหนังที่มือเรามีความแตกต่างกับผิวส่วนอื่นของร่างกาย โดยเฉพาะผิวหนังฝ่ามือเป็นส่วนที่เราใช้สัมผัส มีความหนาเป็นพิเศษ ใต้ผิวหนังมีเส้นประสาทรับความรู้สึกค่อนข้างมากเพื่อให้ใช้งานได้ หากมือเกิดอุบัติเหตุจากไฟฟ้าอาจทำให้เซลล์ผิวหนังไหม้เสียหาย แพทย์จะทำการย้ายผิวหนังจากส่วนอื่นมาทดแทน และบางครั้งเนื้อที่เอามาต้องต่อเส้นเลือดด้วย เพราะฉะนั้น แพทย์เฉพาะทางด้านมือจะดูแลทุกส่วนประกอบของมือรวมทั้งผิวหนัง เพื่อให้มือสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ

สุขภาพ

เลิกบุหรี่ด้วยอาหาร

“อาหารจะช่วยให้ผู้สูบมีต่อมรับรสต่อรสชาติของบุหรี่เสียไป สูบแล้วไม่รู้สึกอร่อยเหมือนเคย ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่เอื้อต่อการเลิกบุหรี่ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูบสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าคนที่ไม่คุมอาหารการกิน” ผศ.ดร.ชนิดา เกริ่นถึงความสำคัญของอาหาร พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ฟังว่า

“แม้ในใบขี้เหล็กจะมีสารที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่หากกินมากเกินไป อันตรายจากกะทิและความหวานของแกงขี้เหล็กก็รอทำร้ายสุขภาพให้ผู้สูบอ้วนขึ้น ฉะนั้น ผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการจะเลิกสูบ จึงควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้สูบนอนหลับดีขึ้นเท่านั้น ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารดี ๆ อย่างเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุขออกมาด้วย ซึ่งแตกต่างจากการได้รับสารที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุข จากการกระตุ้นของ “นิโคติน” สารพิษที่มีแต่ให้โทษแก่ร่างกาย”

สลัดผัก

ผักผลไม้ ลดความอยากบุหรี่

อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนาการเพื่อการป้องกันและบำบัด ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ขณะเลิกสูบบุหรี่ผักผลไม้เป็นอันดับหนึ่งที่ควรจะเลือกกิน เพราะผักและไม้จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ รู้สึกขมปาก ฉะนั้นในช่วงอดบุหรี่แต่ละมื้อ 1 จานข้าว ควรจะมีผักประมาณครึ่งหนึ่งของจาน จากนั้นมีผลไม้จานเล็กสักประมาณ 7-8 ชิ้นคำ หรือผลไม้ลูกเล็กสักประมาณ 4-5 ลูก เลือกกินข้าวซ้อมมือที่มีใยอาหารมาก น้ำตาลน้อย ก็จะช่วยให้อิ่มท้องนาน ไม่อยากสูบบุหรี่

เนื้อปลา

หวาน มัน เค็ม และเนื้อแดง ตัดทิ้ง

ไม่เพียงรสชาติหวาน มัน เค็ม ของผู้สูบจะไปกระตุ้นการสูบบุหรี่มากขึ้น แต่ “เนื้อสัตว์สีแดง” ทั้งหลาย ก็เคยมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า หากเลือกกินมากไป ก็จะไปกระตุ้นให้ร่างกายมีความอยากสูบบุหรี่มากขึ้น ขณะที่เนื้อปลา เนื้อไก่สีขาว จะไม่เพิ่มความอยากในการสูบบุหรี่ จึงเหมาะสมในการเลือกรับประทานในช่วงเลิกสูบบุหรี่มากกว่า

น้ำเปล่า

ชา/กาแฟ เลิกบุหรี่ไม่ควรดื่ม ดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

เพราะคาเฟอีนจากทั้งในชาสีเข้มและกาแฟ จะส่งผลให้การสูบบุหรี่มีรสชาติดีขึ้น อร่อยขึ้น ยิ่งดื่มมาก จึงมีโอกาสที่จะทำให้ผู้สูบ สูบบุหรี่ได้ง่ายมากขึ้น ช่วงเวลานี้ จึงควรดื่มหรือน้ำเย็น และเลือกดื่มน้ำผลไม้ทดแทนจะดีกว่า

มะนาว

วิตามินซี ลดความหงุดหงิด เสริมภูมิคุ้มกัน

อ.นักโภชนาการผู้เอื้ออารี ยังบอกด้วยอีกว่า การกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวแทนจะช่วยให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ฉะนั้นเวลาที่ต้องการจะสูบ จึงควรมีมะนาวตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไว้ผลัดกันอมกับกานพลู ที่มีสารช่วยลดอาการหงุดหงิดและความอยากสูบบุหรี่ในผู้สูบลง โดยเฉพาะการเคี้ยวกานพลู มีงานวิจัยพบว่า จะช่วยให้สามารถเลิกบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคี้ยวกานพลู ที่สามารถเลิกบุหรี่ได้เพียงร้อยละ 12

นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว ความตั้งใจจริงและกำลังใจจากคนรักคนรอบข้างของผู้สูบก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย ดังนั้น หากคนใกล้ตัวคุณกำลังเลิกสูบบุหรี่ แล้วมีอาการหงุดหงิดใส่บ้างเป็นครั้งคราว อย่าลืมใจเย็น และสร้างบรรยากาศของความสบายใจที่จะเอื้อให้ผู้สูบ “เลิกสูบบุหรี่” ได้จริงนะคะ

สุขภาพ

สัญญาณอันตราย วัณโรคกระดูก

อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย หากเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วกินยาหายก็ย่อมถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่เคยกันหรือไม่คะจู่ๆ ก็มีอาการปวดหลังชนิดรุนแรงเรื้อรังและปวดหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นกำลังส่อสัญญาณว่าคุณอาจป่วยเป็นวัณโรคกระดูกซะแล้วล่ะ

ใช่แล้วค่ะ.. วัณโรคกระดูก คุณฟังไม่ผิดหรอก! หลายคนอาจเคยได้ยินแต่วัณโรคซึ่งเกิดกับปอดแต่เพียงเท่านั้น ทว่าปัจจุบันวิวัฒนาการของโรคก็พัฒนาการมาเรื่อยๆ ไม่แพ้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของมนุษย์เราเช่นกัน

ฉะนั้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาปวดหลังเรื้อรังอยู่ อย่าทนปวดทรมานแสนนานอีกเลย.. จงโยนยาทานวดและยากินทั้งหลายทิ้งเสียให้หมดแล้วพาตัวเองมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยรักษากันดีกว่า

ไม่เช่นนั้นแล้ว วัณโรคกระดูกอาจทำลายกระดูกของคุณจนนำความทุกข์ทรมานมาสู่ร่างกายในระยะยาวก็เป็นได้ และในวันนี้หากใครยังไม่รู้ว่าวัณโรคกระดูกเป็นอย่างไร อย่ารอช้า.. รีบตามเรามาทำความรู้จักโรคชนิดนี้กันดีกว่าค่ะ

วัณโรคกระดูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
วัณโรคกระดูกเป็นโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส ผ่านเข้าไปยังปอดจนทำให้ปอดมีการติดเชื้อจนกลายเป็นวัณโรคที่ปอดก่อนจากนั้นมันจึงจะแพร่ลามไปยังส่วนอื่น

ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 15% ของการได้รับเชื้อมักจะมีเชื้อโรคแทรกซึมผ่านกระแสเลือดจนลุกลามไปยังอวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกายต่อไป เช่น สมอง ต่อมน้ำเหลือง ไตและกระดูก เป็นต้น

เมื่อเชื้อได้ซึมแทรกตัวเข้าไปสู่กระดูกมันจะทำลายกระดูกของเรา จนทำให้ผู้ป่วยเป็น ‘วัณโรคกระดูก’ หรือ ‘วัณโรคกระดูกสันหลัง’ (Tuberculosis of Spine)

โดยส่วนใหญ่แล้ว เชื้อโรคนั้นมักจะเข้าไปเกาะติดอาศัยอยู่ในกระดูกสันหลัง ข้อต่อ ข้อเข่าและหากมันยึดเกาะเป็นเวลานานกระดูกก็จะเกิดการถูกทำลายจนมีการยุบตัวลงได้

ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยมีความผิดปกติตามมา เช่น แผ่นหลังเกิดการโก่งงอ เกิดหนองหรือมีเศษกระดูก มีอาการของหมองรองกระดูกเลื่อนและเมื่อเชื้อแล่นเข้ามาทำลายยังช่องไขสันหลัง ก็จะเกิดการกดทับประสาทที่บริเวณของไขสันหลังจนกลายเป็นอัมพาตที่ขาต่อไป

วัณโรคกระดูกเป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้หรือไม่
โดยปกติแล้ว โรคทุกชนิดในร่างกายคนเรา เมื่อเกิดกับอีกคนหนึ่ง หลายคนก็ย่อมอยากรู้ว่ามันจะมีการแพร่กระจายไปสู่คนรอบตัวได้ด้วยหรือไม่ และนี่ก็คือ สิ่งที่ทุกคนควรตั้งข้อสงสัยและพึงระวังพร้อมกับหาคำตอบของโรคนั้นๆ ไว้พร้อมกัน

จะได้หลีกเลี่ยงและหาวิธีรับมือป้องกันไม่ให้ตนเองเกิดการติดเชื้อไปด้วย โดยเฉพาะกับผู้ที่จะต้องอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วย เพราะโอกาสในการติดเชื้อจากคนในครอบครัวด้วยกันย่อมมีสูงกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไกลที่อยู่ห่างกันออกไป

สำหรับในกรณีของการวัณโรคกระดูกนั้น หลายคนก็อาจจะมีคำถามให้ชวนคิดเช่นเดียวกันจริงมั้ยคะ? ซึ่งคำตอบก็คือ วัณโรคกระดูกสามารถถ่ายทอดไปสู่คนอื่นๆ รอบตัวได้ค่ะ

โดยเริ่มจากการที่คนรอบตัวสูดเอาเชื้อที่ออกมาจากสารคัดหลั่งในขณะที่ผู้ป่วยจามหรือไอออกมา นอกจากนี้ ยังสามารถติดเชื้อจากหนองของร่างกายผู้ป่วยด้วยได้ การทานอาหารบางชนิด เช่น การดื่มนมวัวดิบจากวัวที่เป็นวัณโรค และภาชนะสำหรับใส่อาหารทานหากมีเชื้อวัณโรคปนเปื้อนอยู่เราก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน

บุคคลซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคกระดูก
แท้จริงแล้ว การติดเชื้อวัณโรคกระดูกนั้นสามารถติดต่อกันได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ทั้งหญิง-ชายและวัยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเด็กและคนชราย่อมมีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อค่อนข้างสูงกว่า

เพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าวัยทั่วไป นอกจากนี้ คนที่มีอาการป่วยเรื้อรังอื่นๆ หรือแม้แต่คนที่ติดเชื้อ HIV ก็ล้วนมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคกระดูกได้สูงเช่นเดียวกัน

อาการวัณโรคกระดูกที่ไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา
ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อวัณโรคในระยะช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เชื้อจะมีการลุกลามไปยังกระดูกและข้อต่อ จนทำให้มีอาการต่างๆ ตามมา ตั้งแต่อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการในแรกเริ่มอาจจะเป็นเพียงเล็กน้อยก่อนจากนั้นมันจึงจะค่อยๆ ทวีอาการรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งผ่านพ้นไปสัก 1 เดือน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ชัดเจนมากขึ้น ร่วมกับการมีไข้ต่ำตอนเย็น มีอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดตามมา

หลายคนที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วมีอาการเหล่านี้ มักเข้าใจไปว่าตนเองแค่ปวดหลังธรรมดาเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าหากคุณปล่อยไว้นานโดยไม่รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาก็จะส่งผลให้กระดูกสันหลังโก่งงอขึ้นได้

เนื่องจากเชื้อร้ายจะเข้าไปทำลายกระดูกซึ่งหากมันเกิดการกดทับระบบประสาทร่วมด้วย ผู้ป่วยก็จะมีอาการขาชา ส่งผลให้ปัสสาวะและอุจจาระลำบาก บางรายมีอาการร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโตและเดินกะเผลกแบบผิดปกติอีกด้วย

นอกจากนี้ เรายังพบข้อมูลซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ป่วยวัณโรคกระดูกส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังบริเวณส่วนเอวประมาณ 30-50% เมื่อเชื้อแทรกซอนเจาะลึกเข้าไปยังกระดูกสันหลังส่วนเอวแล้วล่ะก็ อาการปวดหลังก็จะยิ่งทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่สามารถยืนตัวตรงได้เลยทีเดียว

การวินิจฉัยวัณโรคกระดูก
จะว่าเป็นข้อเสียที่มาพร้อมการเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยโรคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนที่มีอาการปวดหลังมักจะเข้าใจไปว่าตนเองแค่ปวดหลังธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นกันได้ทั่วไป

จึงไม่นึกเอะใจเพื่อจะมาพบแพทย์ นอกจากร่างกายจะมีอาการปวดรุนแรงหนักๆ และมีอาการแขนขาชาอ่อนแรงสุดๆ แล้วนั่นแหละจึงจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

ดังนั้น หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการดังที่เราชี้แจงเบื้องต้น ร่วมกับมีอาการปวดหลังมากขึ้นเรื่อยๆ หากทานยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาโรคกันดีกว่านะคะ โดยแพทย์จะให้การวินิจฉัย 2 วิธีดังนี้

1.ตรวจทางรังสี
การวินิจฉัยผ่านทางรังสีนั้นจะทำให้เราได้ทราบลักษณะของกระดูกได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กระดูกสันหลังมีการถูกทำลายแล้วหรือไม่ มีลักษณะโก่งงอหรือไม่ หมอนรองกระดูกแคบลงหรือไม่ เพราะหากลักษณะของกระดูกสันหลังมีความผิดปกติจริง นั่นก็หมายความว่า เชื้อวัณโรคได้ทำลายกระดูกสันหลังผู้ป่วยไปแล้วนั่นเอง

2.ตรวจด้วยทีซีสแกนหรือ MRI
เป็นการตรวจดูลักษณะของกระดูกสันหลังว่ามีหนองหรือไม่ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจดูการถูกทำลายของกระดูกสันหลัง กระดูกไขสันหลังและเส้นประสาทว่าเกิดการกดทับด้วยหรือไม่นั่นเอง

วิธีป้องกันวัณโรคกระดูก
1.ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน
ควรหันมาใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรงก่อนเป็นหลักค่ะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคกระดูก โดยทำได้ง่ายมากๆ เริ่มจากดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ทัดทานเชื้อทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากเราอดนอนหรือนอนไม่พอเมื่อไร ภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องตามมาเสมอและนั่นเองสาเหตุง่ายๆ อันนำมาสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ

2.ป้องกันการรับเชื้อจากคนรอบตัว
หากคุณพบว่าคนใกล้ชิดมีอาการป่วยคล้ายกับอาการหวัด โดยไอหรือจามปกติทั่วไป จงอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าเขาอาจเป็นหวัดธรรมดาเท่านั้น เพราะละอองที่ปลิวออกมาร่วมกับเสมหะหรือสารคัดหลั่งอาจมีเชื้อวัณโรคเจือปนอยู่ด้วยก็ได้ ดังนั้น จึงควรหมั่นพยายามปิดจมูก ปิดปากของตัวเราเองเพื่อป้องกันการรับเชื้อโดยการสูดดมทางจมูกและปาก หากมีความจำเป็นจะต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว

3.ตรวจสุขภาพทุกปี
นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะการอาศัยอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นวัณโรคหรือมีอาการไอ จามเป็นประจำโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ควรพาทั้งผู้ป่วยและตัวคุณเองไปตรวจสุขภาพบ้างเป็นประจำ โดยเฉพาะการเอกซเรย์ปอดเพื่อให้รู้เท่าทันเชื้อโรคและป้องกันการติดเชื้อวัณโรคจากคนรอบตัวไปด้วยนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับการติดเชื้อวัณโรคจนกระทั่งเชื้อนั้นลุกลามจากปอดผ่านกระแสเลือดมายังอวัยวะสำคัญอื่นๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะการเกิดวัณโรคกระดูก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาการดังกล่าวโดยเฉพาะการปวดหลังนั้น ล้วนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตในปัจจุบันซึ่งเราอาจจะนั่งทำงานผิดท่า นอนผิดวิธีหรือแม้แต่การออกกำลังกายหรือยกของหนัก ตลอดจนอาการป่วยไข้ต่างๆ ก็ย่อมนำมาซึ่งอาการปวดหลังร่วมด้วยได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ใครกันบ้างละคะที่จะทันนึกเอะใจว่าเราอาจจะติดเชื้อวัณโรคกระดูกเข้าไปเสียแล้ว

ดังนั้น เพื่อไม่ให้สายจนเกินแก้ เมื่อพบว่าอาการปวดหลังมีความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จงรีบไปพบแพทย์กันแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะ จะได้รักษาโรคดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ หากพบว่าคนรอบตัวคุณบ่นถึงอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ จนแน่ใจว่าอาจปวดเรื้อรังมาเนิ่นนานแล้ว ก็ควรบอกข้อมูลเกี่ยวกับวัณโรคกระดูกให้เขาได้ทราบบ้าง เพื่อกระตุ้นสติให้เขาฉุกคิดและรีบไปพบแพทย์รักษาอย่างทันการณ์ต่อไป

สุขภาพ

ดูแลสุขภาพกับวิธีง่ายๆ แค่ใส่ใจตัวเอง

หลายคนอาจจะคิดว่าความร่ำรวยเงินทองคือ บ่อเกิดของความสุข แต่คุณจะมีความสุขกับเงินที่หามาได้อย่างไร หากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ต้องเข้าโรงพยาบาลไปพบหมอมากกว่าได้เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว สุขภาพจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา

ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

2.ดื่มน้ำให้พอเพียง

พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของสุขภาพและความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ดูสดใสเปล่งปลั่ง

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้สดชื่นผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดี อีกทั้งยังช่วยสลายไขมัน ซึ่งจะช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย

4.นอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียง

นอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียงไม่เพียงแต่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังทำให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใส มีพลังในการทำงานและการใช้ชีวิต

5.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันว่า การสูบบุหรี่และดื่มเหล้านั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด การหลีกเลี่ยงหรือพยายามลด ละ เลิก พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น เพราะหากคุณไม่รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็ย่อมเป็นการลดปัจจัยที่จะมาทำลายสุขภาพของคุณนั่นเอง

6.รักษาสุขภาพจิตให้ดี

การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย และการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นก็สามารถทำได้โดยการทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ หากิจกรรมที่ชอบทำ ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม เป็นต้น

7.ให้เวลากับคนในครอบครัว

ความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เป็นแหล่งที่มาอีกแห่งหนึ่งของความสุข การให้ความสนใจกับธุระการงานจนลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับคนในครอบครัวย่อมทำให้ความสุขในครอบครัวลดน้อยลง ใส่ใจกับครอบครัวให้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เท่านี้คุณก็หาความสุขได้ในทุก ๆ วันได้แล้ว

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และการมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณสามารถสัมผัสกับความสุขที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่มันยังเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขด้วยตัวของมันเอง และมันคงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไรถ้าคุณจะหันมาใส่ใจกับสุขภาพเสียแต่บัดนี้ เพื่อที่คุณจะได้มีความสุขได้มากขึ้นในทุกวันที่ผ่านไป