สุขภาพ

การออกกำลังกายช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของเราได้อย่างไร

เนื่องจากการออกกำลังกายในสมัยปัจจุบันนี้เป็น หนึ่ง ในกิจกรรมที่สามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้มักที่จะเริ่มต้นหันมาดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

เพราะไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหนก็ตามหากเรามันเล่นเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ขอบอกเลยว่า ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงให้แก่เราได้

แต่ยังเป็น หนึ่ง ในตัวช่วยในการบรรเทาความเครียดและช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของเราให้ดีขึ้นได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักที่จะมีความกดดันในการใช้ชีวิตหรือมีความวิตกกังวลมีความเครียด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องผ่อนคลายและ ไม่ทำให้ตนเอง

นั้นเครียดจนเกินไปเพราะอาจจะยิ่งส่งผลกระทบต่อร่างกาย ฉะนั้น การออกกำลังกายจึงถือเป็น หนึ่ง ในกิจกรรมที่เรียกได้ว่านอกจากจะช่วยบรรเทาความเครียดได้แล้วยังสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายของเราได้

ดังนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นสามารถช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของเราได้  เครื่องช่วยฟังคนหูหนวก    อย่างไรกันบ้างไปดูกันเลย

  • ช่วยปรับปรุงการนอนหลับได้

แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายได้แต่ยังเป็น หนึ่ง ในตัวช่วยดีๆที่นอกจากจะช่วยบรรเทาความเครียดยังทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายช่วยกระตุ้นการนอนหลับของเราให้มีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าใครมีความเครียดหรือมีความกดดันการที่เราได้ออกกำลังกายและทำให้ตนเองรู้สึกผ่อนคลายถือเป็น หนึ่ง ในตัวช่วยดีๆที่จะทำให้การนอนหลับของเราง่ายและมีประสิทธิภาพ

  • ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น

หลายคนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะสามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่กล้ามเนื้อหรือร่างกายของเราได้ ยิ่งถ้าใครมีความเครียดมากๆขอบอกเลยว่าหากเราหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตาม จะสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และสามารถส่งเสริมสุขภาพจิตของเราให้ดีขึ้นได้นั่นเอง

  • ช่วยเพิ่มความมั่นใจได้

เนื่องจากการออกกำลังกายจะสามารถทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดได้จึงถือเป็น หนึ่ง ในวิธีที่หลายๆคนนั้นมักที่จะนำมาจัดการกับความเครียดที่มีอยู่ เพราะถ้าหากเราไม่เครียดเราก็จะมีความมั่นใจในตนเองมากยิ่งขึ้นทำให้เรากล้าตัดสินใจกล้าที่จะใช้ชีวิตจึงสามารถช่วยทำให้สุขภาพจิตของเรานั้นดีได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

รับรองได้เลยว่าหากเราออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้นจะไม่เพียงแต่ได้รูปร่างหรือร่างกายที่ดีแต่ยังได้สุขภาพจิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

สุขภาพ

ผอมมากลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัย

ผอมมากลดน้ำหนัก ในสมัยปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าหนุ่มๆสาวๆไม่ว่าจะอายุไหนหรือ วัยไหนก็ตามก็มักที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนัก

เพราะการมีสุขภาพร่างกายที่ดีหรือการมีรูปร่างที่สวยนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คนส่วนใหญ่นั้นมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต

ซึ่งรู้หรือไม่ว่า ไม่ว่าคุณจะผอมหรือคนอ้วนก็ตามก็มักจะให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักเพราะเป็นการสร้างรูปร่างที่สวย

เป็นการสร้างสุขภาพร่างกายที่ดีให้แก่ตนเอง จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่คนส่วนใหญ่นั้น มักจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ รู้หรือไม่ว่าการที่เราลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีหรือลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัยนั้น แต่ยิ่งทำให้การลดน้ำหนักของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ผอม และอยากที่จะสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกายเพื่อเป็นการ เพิ่มน้ำหนักหรือลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด

เพราะโดยปกติแล้วคนที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือคนที่ผอมมากๆนั้น จะลดน้ำหนัก ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของตนเองหรืออาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบต่างๆตามมาได้ ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปสำหรับใครที่ผมมากๆแต่อยากลดน้ำหนัก

วันนี้เราก็จะมาแนะนำ วิธีการลดน้ำหนักอย่างไรให้ปลอดภัยสำหรับคนพร้อมมากๆ จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

1.การหาแรงบันดาลใจ

รู้หรือไม่ว่า  เครื่องช่วยฟังฟรี  สิ่งสำคัญที่เราจะประสบความสำเร็จในด้านไหนก็ตามคือการหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้ตนเองนั้นมีกำลังใจที่จะทำมันให้สำเร็จ การลดน้ำหนักก็เช่นกันสำหรับคนที่ผอมมากๆแต่อยากลดน้ำหนักหรือสร้างสุขภาพร่างกายที่ดีควรที่จะหาแรงบันดาลใจในการเลือกรับประทานอาหารเพื่อเป็นหนึ่งในตัวช่วยหรือเป็นแรงกระตุ้นให้เรา รู้สึกอยากมีสุขภาพร่างกายที่ดีนั่นเอง

2.การออกกำลังโดยเน้นไปที่การสร้างมวลกล้ามเนื้อ

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักที่อยากจะสร้างมวลกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกายของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ผอมมากๆ ซึ่งอยากจะมีกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกายเพื่อให้รูปร่างของตนเองนั้นดูดีและมีสุขภาพร่างกายที่ดี ซึ่งทางที่ดีเราควรที่จะออกกำลังกายให้เหมาะสมโดยการเน้นไปที่การสร้างมวลกล้ามเนื้อเพื่อเป็นการสร้างกล้ามเนื้อให้แก่ร่างกาย และเป็นการสร้างรูปร่างที่ดีให้แก่ตนเอง

3.การดื่มนมให้มากขึ้น

รู้หรือไม่ว่านมเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเราเป็นอย่างมากเพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายเยอะมากๆ ซึ่งหากใครที่อยากลดน้ำหนักหรืออยากผอม ขอบอกเลยว่าการที่เราดื่มนมให้มากขึ้นนั้นนอกจากจะทำให้ร่างกายของเราได้รับสารอาหารที่เพียงพอแล้วยังเป็นการช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายทำให้เรานั้นสามารถลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

สุขภาพ

3 อาหารที่เราควรหลีกเลี่ยงหากอยู่ในช่วงของการมีประจำเดือน

เชื่อว่า การใช้ชีวิตของสาว ๆ ใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้เลยก็คือ ปัญหาการมีประจำเดือน รวมไปถึงอาการปวดหลังปวดเมื่อยตามร่างกายหรือแม้แต่อาการปวดท้องที่อาจมาพร้อมกับการเป็นประจำเดือน ซึ่งแน่นอนว่าสภาพส่วนใหญ่นั้นก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวและการเป็นประจำเดือนได้

เพราะในทุกๆเดือนสาวๆมักจะพบเจอกับปัญหาการมีประจำเดือนกันอยู่บ่อย และเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัญหา

ที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้สาวๆส่วนใหญ่นั้นเกิดความเคยชินกันไปแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าการมีประจำเดือนหรืออาการที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นประจำเดือนนั้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราแล้วหากเราปล่อยไว้ยังอาจทำให้ร่างกายของเราได้รับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ง่ายอีกด้วย

เพราะฉะนั้น ในช่วงระหว่างการมีประจำเดือนสิ่งสำคัญอย่ายิ่งที่สาว ๆ ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ

การดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้ดีหรืออาจจะเป็นการบรรเทาอาการปวดท้องเพื่อให้การใช้ชีวิตในประจำวันมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายและช่วยบรรเทาอาการต่างๆ

เกี่ยวกับการเป็นประจำเดือนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับข่าวสาวคนไหนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการมีประจำเดือน

วันนี้เราก็จะพาทุกคนไปดูกันว่า อาหารประเภทไหนกันบ้างที่เราควรหลีกเลี่ยงในช่วงการมีประจำเดือน เพื่อเป็นการบรรเทาอาการปวดท้อง อะไรกันบ้างไปดูกันเลย

1.กาแฟ ถึงแม้ว่าเครื่องดื่มชนิดนี้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของเรามากขนาดไหนก็ตาม แต่ในระหว่างที่เรามีประจำเดือนนั้นสาวๆควรที่จะหลีกเลี่ยง กาแฟอย่างเด็ดขาด จะทำให้สารคาเฟอีนกักเก็บน้ำภายในร่างกายของเราได้ จนอาจทำให้เรานั้นมีอาการท้องอืดได้ง่าย หรือบางครั้งอาจทำให้เรามีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงได้นั่นเอง

2.อาหารรสจัดๆ เชื่อว่าสาวๆส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้ชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านกันมากๆ เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายตื่นตัว ยังเป็นรสชาติโปรดปรานของใครหลายๆคนอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่ายิ่งในช่วงของการเป็นประจำเดือน สาวๆส่วนใหญ่ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารรสชาติจัดอย่างเด็ดขาด เพราะอาหารประเภทนี้จะส่งผลกระทบต่อการเป็นประจำเดือนซึ่งอาจจะทำให้เรามีอาการปวดท้องหรือท้องเสียได้ง่าย แถมยังอาจทำให้ช่วงท้องของเราเกิดมีปัญหาได้ง่ายอีกด้วย

3.เนื้อแดง รู้หรือไม่ว่าในช่วงของการเป็นประจำเดือนร่างกายของเรานั้นจะผลิตสารพรอสตาแกลาดิน เป็นสารที่มีส่วนช่วยทำให้มดลูกของเราเกิดการหดตัว และมีส่วนช่วยทำให้เยื่อบุภายในมดลูกของเราหลุดออกมา ดังนั้น เนื้อแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารที่อุดมไปด้วยสารที่มีส่วนช่วยในการทำให้มดลูกของเราเกิดการหดตัวได้ ยิ่งถ้าเรารับประทานในปริมาณที่มากในช่วงของการเป็นประจำเดือน จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการเป็นประจำเดือนของเราได้นั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟัง ดิจิตอล

สุขภาพ

3 พฤติกรรมที่ทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นเร็ว

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้กำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนักกันอยู่อย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นมักที่จะมีความเสี่ยงที่จะทำให้น้ำหนักของตนเองเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

โดยเฉพาะพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมการเลือกรับประทนอาหารที่ผิด จนทำให้หลาย คนนั้นอ้วนได้ง่าย เนื่องด้วยเหตุผลที่เองจึงทำให้คนส่วนใหญ่นั้นเริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกาย

โดยจะเน้นไปที่การลดน้ำหนัก เพราะอาจจะมองว่าการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพก็อาจเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายที่ดีให้แก่เราได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แถมเรายังได้หุ่นที่สวย เป๊ะ มีรูปร่างที่ดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากเราอยากที่จะสร้างรูปร่างที่ดีให้แก่ตนเอง แต่  เครื่องช่วยฟังราคาเท่าไหร่  เรายังมีพฤติกรรมที่ทำให้ตนเองนั้นเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ก็อาจทำให้การลดน้ำหนักนั้นไม่เป็นผลได้

 

พฤติกรรมที่ทำให้น้ำหนัก ฉะนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่า จะมีพฤติกรรมกไหนบ้างที่หากเราชอบทำเป็นประจำนั้นจะยิ่งทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปดูกันเลย 

1.การกินเร็วเกินไป รู้หรือไม่ว่าการที่เรารับประทานอาหารเร็วเกินไปนั้น จะยิ่งทำให้ร่างกายของเราเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น เพราะการที่เรากินเร็วเกินไป จะทำให้เราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ซึ่งจะทำให้กระเพาะของเราไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของความอิ่ม ดังนั้น ทางที่ดีเราควรที่จะเลือกรับประทานอาหารช้า ๆ เคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อให้การรับประทานอาหารนั้นเหมาะสม

2.การกินจุกกินจิก แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้มักที่จะมีพฤติกรรมการทานอาหารแบบจุกจิกกันอย่างแน่นอน ซึ่งรู้หรือไม่ว่าพฤติกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ทำให้เรานั้นเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นได้ หรือเรียกง่าย ๆ เลยก็คือทำให้เรานั้นอ้วน ฉะนั้น หากเราไม่อยากที่จะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นง่าย ทางที่ดีควรที่จะเลือกทานอาหารที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจทำให้น้ำหนักตัวเราเพิ่มขึ้น 

3.การอดอาหาร หลายคนอาจจะมองว่า การที่เราอดอาหารนอกจากจะทำให้เราลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการสร้างรูปร่างที่ดีให้แก่ตนเองอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่า การอดอาหารไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักเสมอไป แถมยังเป็นการทำร้ายสุขภาพร่างกายของตนเองทางอ้อมอีกด้วย และที่สำคัญยังอาจทำให้เรานั้นอ้วนได้ง่ายอีกด้วย ฉะนั้น ทางที่ดีหาเราอยากสร้างรูปร่างที่ดี หรือมีสุขภาพร่างกายที่ดี ควรที่จะเลือกทานอาหารอย่างเหมาะสม และที่สำคัเราไม่ควรที่จะอดอาหารอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่เป็นการทำร้ายร่างกาย 

 

สุขภาพ

3 วิธีดูแลกระดูกให้แข็งแรง

วิธีดูแลกระดูกให้แข็งแรง รู้หรือไม่ว่ากระดูกของเรานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องตามช่วงอายุ ซึ่งหากเราอายุยังน้อยสุขภาพกระดูกของเราก็อาจจะแข็งแรงบ้างหรือไม่แข็งแรงบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอายุเริ่มมากขึ้นสุขภาพร่างกายของเรารวมไปถึงกระดูกก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อาจทำให้ กระดูกของเรานั้นเกิดการแตกหักได้ง่ายเนื่องจากไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่บ่อยๆ เพราะปกติแล้วผู้สูงอายุหรือคนที่มีอายุเยอะนั้น

ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยได้ออกกำลังจึงอาจทำให้กระดูกเกิดการเปราะแตก และไม่แข็งแรงได้นั่นเอง ดังนั้น การที่เรามีสุขภาพกระดูกที่แข็งแรงนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้เรามีสุขภาพร่างกายที่ดีและมีการใช้ชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยปัจจุบันนี้มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง

ตรวจการได้ยินออนไลน์  และวันนี้เราก็จะมาแนะนำเคล็ดลับหรือวิธีง่ายๆที่จะช่วยให้คุณนั้นมีสุขภาพกระดูกที่ดีและแข็งแรงรับรองได้เลยว่า หากเราอายุเริ่มมากขึ้น เราก็จะมีสุขภาพกระดูกที่ดีเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีวิธีไหนกันบ้างไปดูกันเลย

  • การทานแคลเซียม

ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำเนื่องจากว่าแคลเซียมเป็นหนึ่งในสารอาหารที่สามารถเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรงได้ ซึ่งขอบอกเลยว่าหากร่างกายของเราได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอก็จะสามารถเสริมสร้างสุขภาพกระดูกให้ดีและแข็งแรงได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าใครอยากมีกระดูกที่แข็งแรงการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำนั้นจะยิ่งทำให้เรามีสุขภาพกระดูกที่ดีขึ้นได้

  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

รู้หรือไม่ การที่เราดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือดูดบุหรี่เป็นประจำนั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกของเราอ่อนแอได้ง่าย ยิ่งถ้าลองดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูก หากเราหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ได้หรือหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ได้ เราก็จะลดโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกี่ยวกับกระดูกได้นั่นเอง

  • การออกกำลังกาย

หลายคนอาจจะทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอนั้น ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะสามารถสร้างสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับใครที่อยากเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

เมื่ออายุยังน้อยจะสามารถเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรง ได้เมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้น แถมยังทำให้เรานั้นสามารถมีสุขภาพร่างกายที่ดีเพื่อเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่จะทำให้การใช้ชีวิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สุขภาพ

วิธีที่ผู้มีอิทธิพลด้านการออกกำลังกายใช้อัลกอริธึมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม

วิธีที่ผู้มีอิทธิพลด้านการออกกำลังกาย สื่อสังคมออนไลน์และการบิดเบือนความจริงสามารถไปด้วยกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมฟิตเนสและโภชนาการที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด

เราทั้งคู่มีประสบการณ์ในการฝึกอบรมส่วนบุคคล แต่จากมุมมองที่แตกต่างกัน เพื่อปรับปรุงระบบการออกกำลังกายของเขา ทิมได้ค้นหาผู้ฝึกสอนที่มีประสบการณ์ ในขณะที่แอชลีย์บริหารบริษัทออกกำลังกายและโภชนาการออนไลน์ก่อนที่จะได้รับปริญญาเอก เธอผ่านห่วงทั้งหมด

เพื่อรับข้อมูลประจำตัว – การฝึกอบรมในฐานะนักเพาะกาย การได้รับการรับรองจาก National Strength and Conditioning Association และการศึกษาด้านโภชนาการผ่าน National Academy of Sports Medicine เธอยังใช้ Instagram เพื่อขยายธุรกิจของเธอ

และถึงกระนั้นเราทั้งคู่ก็ตระหนักว่าบุคคลที่ไม่มีข้อมูลรับรองหรือความเชี่ยวชาญกำลังสร้างแบรนด์ของตนเองบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งบางครั้งก็ทำเงินได้มากกว่าผู้ที่มีข้อมูลรับรอง

มันทำให้เราสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ในการสำรวจสิ่งนี้ เราได้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายและโภชนาการ 488 รายบน Instagram เป็นเวลาหกเดือน วิเคราะห์โพสต์กว่า 50,000 รายการ ผู้ติดตาม 8 ล้านคนแสดงความคิดเห็น และอินฟลูเอนเซอร์ 620,000 คนตอบกลับเพื่อดูว่าพวกเขาใช้คำและรูปภาพเพื่อดึงดูดและโต้ตอบกับผู้ติดตามอย่างไร

สำหรับ Academy of Management Journal เราได้อธิบายว่าการสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดียไม่ได้หมายความว่าผู้มีอิทธิพล

จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะกำหนดว่าใครจะเห็นโพสต์ใดและเมื่อใด และแม้ว่าอินฟลูเอนเซอร์จะดึงดูดผู้ติดตามได้มาก ผู้ใช้โซเชียลมีเดียก็ไม่จำเป็นต้องซื้อสิ่งที่อินฟลูเอนเซอร์ขาย การเพิ่มขึ้นของผู้มีอิทธิพล การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น

กว่าสามเท่าในทศวรรษที่ผ่านมา และคนหนุ่มสาวจำนวนมากก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้มีอิทธิพลที่ประสบความสำเร็จ แบบสำรวจของ Morning Consult ในปี 2019 พบว่า 54% ของชาวอเมริกันอายุ 13 ถึง 38 ปีกล่าวว่าพวกเขาจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลหากได้รับโอกาส

แต่การเป็นผู้มีอิทธิพลหมายความว่าอย่างไร ผู้มีอิทธิพลคือบุคคลที่ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อขายสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือของบริษัทหรือแบรนด์อื่น ผู้มีอิทธิพลที่ประสบความสำเร็จจะได้รับตำแหน่งที่ดีขึ้นในฟีดโซเชียลมีเดียของผู้ติดตาม ได้รับการรับรองแบรนด์ อำนวยความสะดวกในการสร้างเครือข่ายและสร้างแหล่งรายได้อื่นๆ

พวกเขาทำสิ่งนี้โดยให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีส่วนร่วมกับบัญชีของพวกเขา ติดตามโปรไฟล์ของพวกเขา ชอบโพสต์และเขียนความคิดเห็น แม้ว่าอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ใช้ในการตัดสินใจว่าผู้ใช้จะเห็นอะไรนั้นถูกปกคลุมไปด้วยความลึกลับ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าอัลกอริทึมจะเพิ่มบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากและโต้ตอบกับผู้ติดตามเหล่านี้เป็นประจำ

การเล่นเกมอัลกอริทึม ผู้มีอิทธิพลที่ประสบความสำเร็จจะใช้ประโยชน์จากระดับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ที่แตกต่างกันเหล่านี้เพื่อสร้างและขยายธุรกิจของพวกเขา แต่จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เกี่ยวกับภาพและคำที่ใช้ เนื่องจากแต่ละภาพสามารถมีอิทธิพลต่อส่วนต่าง ๆ ของอัลกอริทึม

โดยทั่วไป รูปภาพจะดึงดูดความสนใจของใครบางคนก่อนข้อความ และ  เครื่องช่วยฟัง    รูปภาพเหล่านั้นยังได้รับการประมวลผลเร็วกว่าข้อความอีกด้วย ดังนั้นอินฟลูเอนเซอร์จึงต้องเลือกภาพอย่างชาญฉลาด

เราพบว่ารูปภาพที่เสริมสร้างความสามารถของอินฟลูเอนเซอร์ เช่น ในกรณีของอินฟลูเอนเซอร์ด้านฟิตเนส ภาพถ่ายและวิดีโอที่เน้นรูปร่างและความสามารถในการออกกำลังกาย หรือภาพถ่าย “ก่อนและหลัง” ของตนเองและลูกค้าของพวกเขา มีผลมากที่สุดต่อจำนวนของพวกเขา ของผู้ติดตาม ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่าทุกๆ

โพสต์รูปภาพที่บ่งบอกถึงความสามารถของพวกเขา ผู้มีอิทธิพลด้านฟิตเนสช่วยเพิ่มผู้ติดตามได้เกือบ 3% นั่นเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคุณพิจารณาว่าผู้ติดตามเพิ่มเติมแต่ละคนสามารถส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากผู้สนับสนุนและยอดขาย ตามเว็บไซต์ลิขสิทธิ์เพลง Lickd ผู้ใช้ Instagram ที่มีผู้ติดตาม 5,000 คน

สามารถสร้างรายได้ประมาณ 350 เหรียญสหรัฐต่อโพสต์ที่ได้รับการสนับสนุน และผู้มีอิทธิพลที่มีผู้ติดตาม 100,000 คนสามารถรับรายได้สองเท่าเท่านั้น

สุขภาพ

สหราชอาณาจักรมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนความอดอยากในโซมาเลีย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาของสหราชอาณาจักรมุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความอดอยากในโซมาเลีย ในระหว่างการเยือนโซมาเลียเป็นเวลา 2 วัน

แอนดรูว์ มิทเชลล์ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ประกาศว่า สหราชอาณาจักรจะให้การรักษาพยาบาล น้ำ อาหาร และการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ช่วยชีวิต”

รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่ามาตรการสนับสนุนเหล่านี้จะช่วยผู้คนกว่าครึ่งล้านท่ามกลางวิกฤตความอดอยากในปัจจุบันที่โซมาเลียกำลังเผชิญอยู่ “โซมาเลียเผชิญกับวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในโลก

โดยมีผู้คนหลายล้านคนต้องการความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง รวมถึงเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบกว่าครึ่งล้านที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต” มิทเชลล์กล่าวเงินทุนจะถูกใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอในโซมาเลีย

มีการคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้ ผู้คนจำนวน 300,000 คนจะต้องอดอยาก ยิ่งไปกว่านั้น เด็ก 1.8 ล้านคนในประเทศนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ อ้างอิงจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรมุ่งมั่น ในระหว่างการเยือน มิทเชลล์ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อรับมือกับภัยแล้งในปี 2565 ของประเทศ องค์การยูนิเซฟกล่าวว่าภัยแล้งครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 6.7 ล้านคน

และยังประเมินว่าปัจจุบันมีผู้คน 6.4 ล้านคนที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงในโซมาเลีย โดยมีผู้คนมากกว่าหนึ่งล้านคนต้องพลัดถิ่นเนื่องจากภัยแล้ง เพื่อช่วยเหลือผู้คนในโซมาเลีย Mitchell ได้ประกาศการระดมทุนจากสหราชอาณาจักรที่จะ “จัดการกับปัญหาภัยแล้ง

ความไม่มั่นคงทางอาหาร ความรุนแรงทางเพศ และเพิ่มความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ” โดยเฉพาะ รัฐบาลสหราชอาณาจักรกล่าวว่าจะมีเงินทุน 1.5 ล้านปอนด์เพื่อสนับสนุนกองทหารโซมาเลียในการต่อสู้กับกลุ่มอัลชาบับ

ตัวเลขเงินทุน ระหว่างการเยือนสองวันของรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนา เขายืนยันว่าจะมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 6.7 ล้านปอนด์เพื่อให้ครอบคลุมด้านสุขภาพ โภชนาการ บริการน้ำ ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงด้านอาหาร และการสนับสนุนเหยื่อความรุนแรงทางเพศ

เงินทุนสนับสนุนการจับคู่ช่วยเหลืออีก 1.7 ล้านปอนด์กับ KSRelief ของซาอุดิอาระเบียจะนำไปใช้ในโครงการอาหารโลก

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรจะมอบเงินจำนวน 3.8 ล้านปอนด์ (ตัวเลขที่เยอรมนีระบุว่าจะตรงกัน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Global Shield เงินจะถูกใช้ในโครงการที่พยายามปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของศิษยาภิบาลด้วยการเข้าถึงบริการทางการเงินและการประกันภัยแล้ง

ความร่วมมือระดับโลก การทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (UN) และพันธมิตรขององค์กรพัฒนาเอกชน รัฐบาลสหราชอาณาจักรมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนด้านสุขภาพและโภชนาการ โอนเงินเพื่อซื้ออาหาร น้ำดื่มที่ปลอดภัย และรับประกันว่าผู้พลัดถิ่นจากภัยแล้งจะได้รับที่พักช่วยเหลือฉุกเฉิน

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังกล่าวว่าได้กระชับความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียเพื่อ “ตอบสนองความต้องการด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน” มีการกล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ได้เห็นแพ็คเกจการระดมทุนเพื่อมนุษยธรรมของสหราชอาณาจักรจำนวน 1.7 ล้านปอนด์ที่จับคู่กับ KSRelief ของซาอุดิอาระเบีย

นอกจากนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังกล่าวว่ากำลังขยายงานร่วมกับพันธมิตร ซึ่งรวมถึงเยอรมนีและธนาคารโลกเพื่อพัฒนาการจัดการด้านการเงินและการประกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Horn of Africa DRIVE ของธนาคารโลก

มีความหวังว่าแผนเหล่านี้จะ “ให้ความคุ้มครองทางการเงินในระยะยาวแก่ชุมชนชาวโซมาเลีย” เพื่อให้พวกเขา “เตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น”

มิทเชลล์เรียกร้องให้ประเทศอื่น ๆ ดำเนินการ: “สหราชอาณาจักรมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดซึ่งอยู่ในความต้องการที่สิ้นหวังที่สุด แต่เราไม่สามารถทำคนเดียวได้ “ประชาคมระหว่างประเทศจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดยั้งความอดอยาก และเพื่อช่วยให้ประเทศเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติดังกล่าวในอนาคต”

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    เครื่องช่วยฟังอย่างดี

สุขภาพ

Gwen Stefani เผชิญกับคำวิจารณ์เกี่ยวกับความคิดเห็น

Gwen Stefani เผชิญกับคำวิจารณ์  ‘ฉันเป็นคนญี่ปุ่น’ ในการสัมภาษณ์นิตยสาร Allure เกว็น สเตฟานี นักดนตรีชื่อดังถูกเรียกร้องให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเธอกับญี่ปุ่น

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Allure ขณะที่โปรโมตแบรนด์ความงาม GXVE ของเธอ ในบทความที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร สเตฟานี วัย 53 ปี พูดถึงอิทธิพลของญี่ปุ่นของเธออย่างกว้างขวาง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่บอกกับนักเขียนชื่อ เจซา มารี กาลาร์ ขณะที่นึกถึงการเดินทางไปญี่ปุ่นว่า “พระเจ้า ฉันเป็นคนญี่ปุ่นและไม่รู้เรื่องนี้”

ความคิดเห็นนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Stefani ถูกถามเกี่ยวกับความพยายามในการแต่งหน้าครั้งก่อนของเธอ โดยเฉพาะคอลเลคชันน้ำหอม “Harajuku Lovers” ในปี 2008 ของเธอ เปิดตัวหลังจากอัลบั้มเดี่ยวของเธอ “Love.Angel.Music.Baby” การตลาดและภาพลักษณ์ของทั้งน้ำหอม “Harajuku Lovers” และบันทึกดั้งเดิมที่ยืมมาจากวัฒนธรรมย่อยที่มีสีสันของญี่ปุ่น

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 สเตฟานีมักจะปรากฏตัวบนพรมแดงร่วมกับนักเต้นสนับสนุนชาวญี่ปุ่น 4 คน ได้แก่  เครื่องช่วยฟัง

Maya Chino (ชื่อเล่นว่า “Love”), Jennifer Kita (“Angel”), Rino Nakasone (“Music”) และ Mayuko Kitayama ( “ที่รัก”)Stefani

ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรับรู้ถึงความเหมาะสมของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในช่วงปี 2000 Calaor ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฟิลิปปินส์ถาม Stefani ว่าเธอได้เรียนรู้อะไรจากช่วงเวลานี้ในอาชีพการงานของเธอหรือไม่ ในการตอบกลับ สเตฟานีพูดถึงการเดินทางไปทำธุรกิจที่ญี่ปุ่นเป็นประจำของพ่อของเธอ

โดยอธิบายว่าเขาจะกลับมาพร้อมเรื่องราวที่ “ประทับใจ” สำหรับเธอ ก่อนที่จะบอกคาลาออร์ว่าเธอคิดว่าเธอเป็นคนญี่ปุ่นเมื่อตอนที่เธอไปเยือนย่านฮาราจุกุในโตเกียวเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเธอยังเรียกตัวเองว่าเป็น “แฟนตัวยง” ของวัฒนธรรม

ถ้า (มีคน) วิจารณ์ฉันว่าเป็นแฟนของสิ่งสวยงามและแบ่งปันสิ่งนั้น ฉันก็แค่คิดว่ามันไม่ถูกต้อง” เธอบอกกับ Calaor เพื่อปกป้องยุคฮาราจูกุของเธอ “ฉันคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่สวยงามของการสร้างสรรค์…ช่วงเวลาของการแข่งขันปิงปองระหว่างวัฒนธรรมฮาราจูกุกับวัฒนธรรมอเมริกัน” สเตฟานีกล่าวต่อ

ถ้าเราไม่ซื้อขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของเรา เราคงไม่มีความงามมากมาย คุณรู้ไหม” ตัวแทนของ Stefani ไม่ตอบกลับคำขอของ CNN ทันทีสำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับบทความหรือการตอบกลับทางโซเชียลมีเดียที่ตามมา

Calaor แสดงถึงความไม่สบายใจของเธอต่อความคิดเห็นของ Stefani โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฉากหลังที่ “เสียสติ” ของการเหยียดเชื้อชาติที่เพิ่มขึ้นต่อชุมชนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวเกาะแปซิฟิก (AAPI) ในสหรัฐอเมริกา “ฉันอิจฉาใครก็ตามที่สามารถอ้างตัวว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีชีวิตชีวาและสร้างสรรค์

แต่หลีกเลี่ยงส่วนที่เป็นเรื่องเล่าที่อาจเจ็บปวดหรือน่ากลัว” เธอเขียน ในโซเชียลมีเดีย ปฏิกิริยาเชิงลบต่อการสัมภาษณ์ของ Stefani มีตั้งแต่ความขบขันไปจนถึงความโกรธ “นักประชาสัมพันธ์ของเกว็น สเตฟานีต้องยุ่งแน่วันนี้” อ่านทวีตลิ้นจุกแก้มจากนักเขียนชาวอเมริกัน ร็อกแซน เกย์ ในขณะที่นักข่าว The Cut โอลิเวีย ทรูฟโฟต์-หว่อง กล่าวหาสเตฟานีว่าใช้ “ผู้หญิงเอเชียเป็นเครื่องประกอบเพื่อช่วยให้เธอร่ำรวย”

สุขภาพ

เทรนด์ความงามปีนี้

ไม่มีเวลาไหนดีกว่าสำหรับความงาม จากจำนวนผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียลที่มีจำนวนมาก พร้อมความปรารถนาที่จะมีค่าควรแก่ Instagram และความอยากได้สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมความงามจึงเฟื่องฟู รายรับสำหรับอุตสาหกรรมความงามของสหรัฐเพียงรายเดียวก็สูงถึง 56+ พันล้านดอลลาร์ต่อปี

เทรนด์ความงามปีนี้ อุตสาหกรรมความงามและการดูแลส่วนตัวทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 750 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 432.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2559

และไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงอีกต่อไป นี่คือ 10 อันดับแรก ชุดค่าผสมที่กำหนดเอง การปรับเปลี่ยนในแบบของคุณเป็นเทรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมในปี 2018 ไม่ว่าจะเป็นเฉดสีของรองพื้น (ชมความสำเร็จในทันทีของไลน์ Fenty Beauty ของ Rihanna) หรือ “ความลื่น” ของมอยเจอร์ไรเซอร์ ผู้บริโภคคาดหวังที่จะผสมและจับคู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ /brands เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง

น้ำมันที่โดดเด่น น้ำมันยังคงเป็นเทรนด์การดูแลผิวครั้งใหญ่ในปี 2018 จากข้อมูลของ Pinterest ซึ่งเพิ่งเปิดตัวการคาดการณ์เทรนด์ 100 อันดับแรกสำหรับปี 2018 การกลับมาของ “คลีนซิ่งออยล์” เพิ่มขึ้น 555% คอยดูน้ำมันที่ปกป้องและให้ความชุ่มชื่นแก่ใบหน้า ริมฝีปาก และผิวกายเพื่อขับออกต่อไป

อุปกรณ์เพื่อความงาม: ลูกกลิ้ง Derma/ลูกกลิ้งสำหรับใบหน้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้นจะได้รับประโยชน์จากความต้องการของผู้บริโภคในการได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์ของตน ตั้งแต่ลูกกลิ้งน้ำแข็งหรือเข็มไปจนถึงหยกและควอตซ์

เครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคสร้างประสบการณ์สปาที่บ้าน ในอีกทางหนึ่งจากพิธีกรรม K-beauty ที่ใช้เวลานาน

ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคในปี 2560 ความสะดวกสบายกำลังมาแรงในปี 2561 ผลิตภัณฑ์ขนาดจิ๋วหรือขนาดพกพาจะได้รับความนิยมพร้อมกับตัวเลือก “เติมน้ำ” เช่นสกินแคร์ในรูปแบบแป้งหรือฟิล์ม ความคลั่งไคล้ในหน้ากาก ความคลั่งไคล้ในหน้ากากยังไม่สิ้นสุด มาสก์ชาร์โคลและเคลย์ที่เป็นเอกลักษณ์เป็นที่นิยม หน้ากากที่มีตะกอนจากทะเลสาบห่างไกลและเถ้าภูเขาไฟ และ “หน้ากากแบบแห้ง” กำลังไหลลงสู่ตลาดมวลชน ตามการคาดการณ์ในปี 2018 ของ Cosmetics Design

ปกป้องผิวจากแสงแดด การปกป้องผิวเป็นความกังวลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผลิตภัณฑ์ที่สัญญาว่าจะปกป้องผู้บริโภคจากแสงแดดและมลภาวะ ผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระที่กรองรังสียูวีได้รับความนิยมเนื่องจากโอโซนหดตัวและผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันในใจกลางเมือง

ตอนนี้ผู้บริโภคได้ทำทุกวิถีทางกับคิ้วแล้ว ปี 2018 จึงให้ความสำคัญกับดวงตาอีกครั้ง Pinterest กล่าวว่าการค้นหา “ขนตา” เพิ่มขึ้น 152% และด้วยการเปิดตัวมาสคาร่าใหม่ๆ ทุกวัน ทำให้ไม่มีปัญหาการขาดแคลนผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า อายไลเนอร์และอายแชโดว์สีสดใสก็เป็นที่นิยมเช่นกัน

การค้นหาของ Pinterest สำหรับ “อายแชโดว์สีสดใส” เพิ่มขึ้น 63% พูดถึงลุคที่สะดุดตาแล้ว ปีนี้กลิตเตอร์ก็โดดเด่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นคริสตัล อัญมณี หรือกลิตเตอร์บนเปลือกตา ไฮไลท์สีทองหรือลิปกลอสแวววาว ผู้บริโภคต้องการสิ่งที่เปล่งประกาย

  เล็บ ไม่แสดงอาการซีดจาง (แม้ว่าการออกแบบเล็บจะกลายเป็นแบบมินิมอลมากขึ้น) การวิจัยตลาด Mintel ระบุว่าหมวดหมู่การรักษาเล็บกำลังมาแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้บริโภคพยายามที่จะดูแลสุขภาพเล็บของตนในแบบเดียวกับที่พวกเขาดูแลผิว การทำความสะอาด: สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เครื่องสำอางจากธรรมชาติและการดูแลผิวยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแนวโน้มล่าสุดตาม Future Marketing Insights คือ “เครื่องสำอางสีสะอาด” นำเสนอสูตรธรรมชาติโดยไม่มี “รูปลักษณ์ที่เป็นธรรมชาติ” ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้การปกปิดเต็มรูปแบบ สร้างเม็ดสีที่รุนแรง และมีพลังการคงอยู่มากมาย

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย  ถ่านเครื่องช่วยฟัง

สุขภาพ

ยาเบาหวานรุ่นเก่าเชื่อมโยงกับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง

 

ภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง  Pioglitazone ลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้มากกว่าครึ่งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ตามการศึกษาใหม่ ในการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ซึ่งใช้ยา pioglitazone (Actos)

เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีโอกาสน้อยที่จะพัฒนาภาวะสมองเสื่อมในภายหลังมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา

ผลกระทบดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจขาดเลือด จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Neurology ฉบับออนไลน์วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มที่จะพัฒนาภาวะสมองเสื่อมในที่สุดประมาณสองเท่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวานตามการวิจัยก่อนหน้านี้

Eosu Kim, MD, PhD, ผู้เขียนการศึกษาจาก Yonsei University ในกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า เนื่องจากภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นหลายปีก่อนการวินิจฉัย ยานี้อาจเป็นโอกาสในการเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ “ผลลัพธ์เหล่านี้อาจชี้ให้เห็นว่าเราสามารถใช้แนวทางเฉพาะบุคคลเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานได้ ในกรณีที่พวกเขามีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมอง” การศึกษามีข้อจำกัด “สมาคมที่พบที่นี่น่าสนใจมาก

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้พิสูจน์ว่า pioglitazone ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง” Keren Zhou, MD, ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อที่ Cleveland Clinic ในโอไฮโอกล่าว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเราต้องการการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่กับกลุ่มประชากรที่เหมาะสมเพื่อประเมินผลประโยชน์ที่แท้จริง” ดร. โจวกล่าว

ความเชื่อมโยงระหว่างเบาหวานกับภาวะสมองเสื่อม นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจมีสาเหตุหลายประการ

สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างโรคเบาหวานและภาวะสมองเสื่อม สำหรับผู้เริ่มต้น โรคเบาหวานส่งผลต่อหัวใจ และสุขภาพของหัวใจเกี่ยวข้องกับสุขภาพของสมอง โรคหัวใจและความดันโลหิตสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดสมองอาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ แต่ถึงแม้จะคำนึงถึงโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยโรคเบาหวานก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม

การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าจะดีต่อการลดความเสี่ยงของหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง แต่ก็เชื่อมโยงกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การสูญเสียความทรงจำ และภาวะสมองเสื่อมในการวิจัยก่อนหน้านี้ นั่นเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำทำลายฮิปโปแคมปัส

ซึ่งเป็นศูนย์ความจำของสมอ นักวิจัยบางคนเชื่อว่าโรคเบาหวานทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์โดยตรง โรคอัลไซเมอร์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เบาหวานชนิดที่ 3″ เนื่องจากสภาวะดังกล่าวมีลักษณะทางโมเลกุลและเซลล์ที่คล้ายคลึงกัน

ผู้ที่รับประทานยา Pioglitazone มีโอกาสน้อยที่จะพัฒนาภาวะสมองเสื่อม นักวิจัยใช้ฐานข้อมูลสุขภาพแห่งชาติของเกาหลีระบุผู้ป่วยประมาณ 91,000 คนที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 และไม่มีภาวะสมองเสื่อม ผู้เข้าร่วมประมาณ 3,400 คนได้รับยา pioglitazone Pioglitazone เป็นหนึ่งในสองยาที่เรียกว่า thiazolidinediones (TZDs) ซึ่งเป็นยารับประทานที่ใช้เพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดความต้านทานต่ออินซูลิน

ติดตามอาสาสมัครเป็นเวลา 10 ปี และในช่วงเวลานั้น 8.3 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่รับประทานยา pioglitazone พัฒนาภาวะสมองเสื่อม

เทียบกับ 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ได้รับประทานยา หลังจากควบคุมปัจจัยที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม ซึ่งรวมถึงความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และการออกกำลังกาย พวกเขาพบว่าผู้ที่รับประทานยา pioglitazone มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยานี้ถึง 16 เปอร์เซ็นต์

ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองและรับประทานยา pioglitazone มีโอกาสเกิดโรคนี้น้อยกว่าร้อยละ 54 และร้อยละ 43 ตามลำดับ ไม่มีความแตกต่างในกลุ่มย่อยของหลอดเลือดหัวใจอื่น ๆ รวมถึงผู้ที่มีประวัติความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว หรือภาวะซึมเศร้า

คนที่รับประทานยา pioglitazone นานขึ้น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก็จะยิ่งลดลง ผู้ที่รับประทานยาเป็นเวลา 4 ปีมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานยาถึง 37 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่กลุ่มที่ใช้ยาเป็นเวลา 1-2 ปีมีอายุ 22 ปี เปอร์เซ็นต์โอกาสน้อยลง คนที่รับประทานยาก็มีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรคหลอดเลือดสมองในระหว่างการศึกษา อย่างไรก็ตาม ไม่พบผลการป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้ใช้ pioglitazone ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองในระหว่างการศึกษา 10 ปี

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย    เครื่องช่วยฟัง