สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

นอนกัดฟันอย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ

โอ๊ย! ทำไมปวดหัวแล้วยังปวดฟันอีก อ๊ะๆ คุณกำลังนอนกัดฟันรึเปล่านะ การที่เรามีอาการ “นอนกัดฟัน” เป็นปัญหาที่มองข้ามไม่ได้ มันอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆ แล้ว มันเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากๆ ในทุกเพศทุกวัย และมันอาจส่งผลเสียที่ร้ายมากๆ ต่อคุณภาพชีวิตของคุณ ทำให้การนอนของคุณสะดุดติดขัดถึงแม้ว่าอาการนอนกัดฟันจะเกิดแบบไม่รู้ตัวก็ตาม ซึ่งนอกจากปัญหานี้จะส่งผลโดยตรงกับตัวคุณเองที่ต้องเสี่ยงต่อฟันสึกกร่อนแล้ว ยังส่งผลไปยังคนรอบข้างของคุณอีกด้วย

นอนกัดฟัน คืออะไร?
อาการนอนกัดฟันเกิดขึ้นจากอะไร การนอนกัดฟันเป็นลักษณะอาการของผู้ที่หลับไปแล้ว แต่จะมีเสียงออกมาคล้ายกับคนนอนกรน แต่เป็นเสียงเหมือนฟันขบกัดกัน สบกันแรงๆ ซึ่งระหว่างที่กำลังนอนหลับอยู่ จะมีเสียงเบาหรือดังก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละคน และส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันมักที่จะไม่เคยรู้ตัวมาก่อน และไม่สามรถที่จะขัดขืนพฤติกรรมนี้หรือบังคับไม่ให้นอนกัดฟันไม่ได้

6 สาเหตุของอาการ นอนกัดฟัน
จริงๆ แล้ว สาเหตุของการนอนกัดฟัน เกิดจากการที่เราอาจจะกำลังป่วยเป็นโรคผิดปกติจากการนอนหลับ และยังอาจมาจากสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ชั่วคราว เช่น

  1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
  2. ความเครียด
  3. การดื่มแอลกอฮอล์
  4. ใช้ที่อุดฟันที่สูงเกินฟันจริงมากเกินไป
  5. เป็นโรคปริทันต์อักเสบ หรือเหงือกอักเสบรุนแรง
  6. มีความผิดปกติของขากรรไกร เช่น ขากรรไกรค้างบ่อยๆ

6 สัญญาณอันตรายของอาการ “นอนกัดฟัน” ที่ต้องพบหมอด่วน

  • ตื่นเช้ามา รู้สึกปวดขากรรไกรบ่อยๆ
  • คนใกล้ตัวบอกว่า นอนกัดฟันบ่อยๆ
  • ปวดศีรษะ
  • นอนกัดฟันอย่างรุนแรง จนรู้สึกเหมือนปวดฟัน ฟันสึก ฟันโยก
  • มีแผลในปาก หรือกระพุ้งแก้ม โดยไม่ได้มาจากการเคี้ยวผิดจังหวะ หรือไม่ทราบสาเหตุ
  • เสียวฟัน

อันตรายจากการนอนกัดฟัน
อย่างไรก็ตามอันตรายจากการนอนกัดฟันที่นอกจากจะทำให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ เกิดความรำคาญ และอาจนอนไม่หลับแล้ว การที่นอนกัดฟันบ่อยๆ จนอาจเกิดแทบทุกวัน ยังส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะลดประสิทธิภาพในการนอนหลับพักผ่อนลง และเสี่ยงให้เกิดปัญหาฟันสึกกร่อนมาก ถึงขนาดเข้าไปถึงชั้นเนื้อฟัน และส่วนใหญ่จะเกิดที่ฟันกราม อาจส่งผลให้มีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่เสี่ยงฟันสึกกร่อนแล้วยังส่งผลถึงปัญหาเรื่องฟันโยกได้มากกว่าวัยอื่นๆ

ดังนั้น หากสงสัยว่าตัวเองมีความผิดปกติขณะนอนหลับ อาจมีความเสี่ยงนอนกัดฟัน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคความผิดปกติจากการหลับ เพื่อวินิจฉัยตรวจหาสาเหตุ และรับการรักษาอย่างเหมาะสม

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

เครื่องดื่มผสมน้ำตาล ก่อให้เกิดมะเร็งจริงหรือ?

นักวิจัยเผยคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย

การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นที่นิยมทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน หรือภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกินซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสกว่า 100,000 คน เป็นเวลา 9 ปี คือจากปี พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 21% และเป็นผู้หญิง 79% เพื่อดูว่าแต่ละคนดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจะวัดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดของกลุ่มตัวอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิจัยยังมองถึงความเสี่ยงอื่นๆ ในการเป็นโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล รวมถึงอายุ เพศ ระดับการศึกษ าประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และระดับการออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่มขึ้น 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งโดยรวม 18% และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 22%

และเมื่อพิจารณาผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดหวานอื่นๆ พบว่าคนทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะในกลุ่มอาสาสมัครมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสองชนิดนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

Amelia Lake ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัย Teesside ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุและผลกระทบที่ชัดเจนระหว่างน้ำตาลกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาล เพราะการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ British medical journal

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส ฮังการี และเม็กซิโกได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว หรือกำลังจะใช้วิธีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น

สุขภาพ

เลิกบุหรี่ด้วยอาหาร

“อาหารจะช่วยให้ผู้สูบมีต่อมรับรสต่อรสชาติของบุหรี่เสียไป สูบแล้วไม่รู้สึกอร่อยเหมือนเคย ดังนั้นการเลือกกินอาหารที่เอื้อต่อการเลิกบุหรี่ จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูบสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าคนที่ไม่คุมอาหารการกิน” ผศ.ดร.ชนิดา เกริ่นถึงความสำคัญของอาหาร พร้อมยกตัวอย่างประกอบให้ฟังว่า

“แม้ในใบขี้เหล็กจะมีสารที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น แต่หากกินมากเกินไป อันตรายจากกะทิและความหวานของแกงขี้เหล็กก็รอทำร้ายสุขภาพให้ผู้สูบอ้วนขึ้น ฉะนั้น ผู้สูบบุหรี่ที่ต้องการจะเลิกสูบ จึงควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้สูบนอนหลับดีขึ้นเท่านั้น ยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารดี ๆ อย่างเอ็นดอร์ฟินที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุขออกมาด้วย ซึ่งแตกต่างจากการได้รับสารที่ช่วยให้รู้สึกมีความสุข จากการกระตุ้นของ “นิโคติน” สารพิษที่มีแต่ให้โทษแก่ร่างกาย”

สลัดผัก

ผักผลไม้ ลดความอยากบุหรี่

อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนาการเพื่อการป้องกันและบำบัด ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ขณะเลิกสูบบุหรี่ผักผลไม้เป็นอันดับหนึ่งที่ควรจะเลือกกิน เพราะผักและไม้จะทำให้ผู้สูบบุหรี่ รู้สึกขมปาก ฉะนั้นในช่วงอดบุหรี่แต่ละมื้อ 1 จานข้าว ควรจะมีผักประมาณครึ่งหนึ่งของจาน จากนั้นมีผลไม้จานเล็กสักประมาณ 7-8 ชิ้นคำ หรือผลไม้ลูกเล็กสักประมาณ 4-5 ลูก เลือกกินข้าวซ้อมมือที่มีใยอาหารมาก น้ำตาลน้อย ก็จะช่วยให้อิ่มท้องนาน ไม่อยากสูบบุหรี่

เนื้อปลา

หวาน มัน เค็ม และเนื้อแดง ตัดทิ้ง

ไม่เพียงรสชาติหวาน มัน เค็ม ของผู้สูบจะไปกระตุ้นการสูบบุหรี่มากขึ้น แต่ “เนื้อสัตว์สีแดง” ทั้งหลาย ก็เคยมีงานวิจัยออกมาแล้วว่า หากเลือกกินมากไป ก็จะไปกระตุ้นให้ร่างกายมีความอยากสูบบุหรี่มากขึ้น ขณะที่เนื้อปลา เนื้อไก่สีขาว จะไม่เพิ่มความอยากในการสูบบุหรี่ จึงเหมาะสมในการเลือกรับประทานในช่วงเลิกสูบบุหรี่มากกว่า

น้ำเปล่า

ชา/กาแฟ เลิกบุหรี่ไม่ควรดื่ม ดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

เพราะคาเฟอีนจากทั้งในชาสีเข้มและกาแฟ จะส่งผลให้การสูบบุหรี่มีรสชาติดีขึ้น อร่อยขึ้น ยิ่งดื่มมาก จึงมีโอกาสที่จะทำให้ผู้สูบ สูบบุหรี่ได้ง่ายมากขึ้น ช่วงเวลานี้ จึงควรดื่มหรือน้ำเย็น และเลือกดื่มน้ำผลไม้ทดแทนจะดีกว่า

มะนาว

วิตามินซี ลดความหงุดหงิด เสริมภูมิคุ้มกัน

อ.นักโภชนาการผู้เอื้ออารี ยังบอกด้วยอีกว่า การกินอาหารที่มีรสเปรี้ยวแทนจะช่วยให้ไม่อยากสูบบุหรี่ ฉะนั้นเวลาที่ต้องการจะสูบ จึงควรมีมะนาวตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไว้ผลัดกันอมกับกานพลู ที่มีสารช่วยลดอาการหงุดหงิดและความอยากสูบบุหรี่ในผู้สูบลง โดยเฉพาะการเคี้ยวกานพลู มีงานวิจัยพบว่า จะช่วยให้สามารถเลิกบุหรี่ได้ถึงร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคี้ยวกานพลู ที่สามารถเลิกบุหรี่ได้เพียงร้อยละ 12

นอกจากเรื่องของอาหารการกินแล้ว ความตั้งใจจริงและกำลังใจจากคนรักคนรอบข้างของผู้สูบก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย ดังนั้น หากคนใกล้ตัวคุณกำลังเลิกสูบบุหรี่ แล้วมีอาการหงุดหงิดใส่บ้างเป็นครั้งคราว อย่าลืมใจเย็น และสร้างบรรยากาศของความสบายใจที่จะเอื้อให้ผู้สูบ “เลิกสูบบุหรี่” ได้จริงนะคะ

สุขภาพ

สัญญาณอันตราย วัณโรคกระดูก

อาการปวดหลังที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย หากเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วคราวแล้วกินยาหายก็ย่อมถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่เคยกันหรือไม่คะจู่ๆ ก็มีอาการปวดหลังชนิดรุนแรงเรื้อรังและปวดหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นกำลังส่อสัญญาณว่าคุณอาจป่วยเป็นวัณโรคกระดูกซะแล้วล่ะ

ใช่แล้วค่ะ.. วัณโรคกระดูก คุณฟังไม่ผิดหรอก! หลายคนอาจเคยได้ยินแต่วัณโรคซึ่งเกิดกับปอดแต่เพียงเท่านั้น ทว่าปัจจุบันวิวัฒนาการของโรคก็พัฒนาการมาเรื่อยๆ ไม่แพ้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยของมนุษย์เราเช่นกัน

ฉะนั้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาปวดหลังเรื้อรังอยู่ อย่าทนปวดทรมานแสนนานอีกเลย.. จงโยนยาทานวดและยากินทั้งหลายทิ้งเสียให้หมดแล้วพาตัวเองมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยรักษากันดีกว่า

ไม่เช่นนั้นแล้ว วัณโรคกระดูกอาจทำลายกระดูกของคุณจนนำความทุกข์ทรมานมาสู่ร่างกายในระยะยาวก็เป็นได้ และในวันนี้หากใครยังไม่รู้ว่าวัณโรคกระดูกเป็นอย่างไร อย่ารอช้า.. รีบตามเรามาทำความรู้จักโรคชนิดนี้กันดีกว่าค่ะ

วัณโรคกระดูกเกิดขึ้นได้อย่างไร?
วัณโรคกระดูกเป็นโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส ผ่านเข้าไปยังปอดจนทำให้ปอดมีการติดเชื้อจนกลายเป็นวัณโรคที่ปอดก่อนจากนั้นมันจึงจะแพร่ลามไปยังส่วนอื่น

ซึ่งผู้ป่วยประมาณ 15% ของการได้รับเชื้อมักจะมีเชื้อโรคแทรกซึมผ่านกระแสเลือดจนลุกลามไปยังอวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกายต่อไป เช่น สมอง ต่อมน้ำเหลือง ไตและกระดูก เป็นต้น

เมื่อเชื้อได้ซึมแทรกตัวเข้าไปสู่กระดูกมันจะทำลายกระดูกของเรา จนทำให้ผู้ป่วยเป็น ‘วัณโรคกระดูก’ หรือ ‘วัณโรคกระดูกสันหลัง’ (Tuberculosis of Spine)

โดยส่วนใหญ่แล้ว เชื้อโรคนั้นมักจะเข้าไปเกาะติดอาศัยอยู่ในกระดูกสันหลัง ข้อต่อ ข้อเข่าและหากมันยึดเกาะเป็นเวลานานกระดูกก็จะเกิดการถูกทำลายจนมีการยุบตัวลงได้

ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยมีความผิดปกติตามมา เช่น แผ่นหลังเกิดการโก่งงอ เกิดหนองหรือมีเศษกระดูก มีอาการของหมองรองกระดูกเลื่อนและเมื่อเชื้อแล่นเข้ามาทำลายยังช่องไขสันหลัง ก็จะเกิดการกดทับประสาทที่บริเวณของไขสันหลังจนกลายเป็นอัมพาตที่ขาต่อไป

วัณโรคกระดูกเป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้หรือไม่
โดยปกติแล้ว โรคทุกชนิดในร่างกายคนเรา เมื่อเกิดกับอีกคนหนึ่ง หลายคนก็ย่อมอยากรู้ว่ามันจะมีการแพร่กระจายไปสู่คนรอบตัวได้ด้วยหรือไม่ และนี่ก็คือ สิ่งที่ทุกคนควรตั้งข้อสงสัยและพึงระวังพร้อมกับหาคำตอบของโรคนั้นๆ ไว้พร้อมกัน

จะได้หลีกเลี่ยงและหาวิธีรับมือป้องกันไม่ให้ตนเองเกิดการติดเชื้อไปด้วย โดยเฉพาะกับผู้ที่จะต้องอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ป่วย เพราะโอกาสในการติดเชื้อจากคนในครอบครัวด้วยกันย่อมมีสูงกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นไกลที่อยู่ห่างกันออกไป

สำหรับในกรณีของการวัณโรคกระดูกนั้น หลายคนก็อาจจะมีคำถามให้ชวนคิดเช่นเดียวกันจริงมั้ยคะ? ซึ่งคำตอบก็คือ วัณโรคกระดูกสามารถถ่ายทอดไปสู่คนอื่นๆ รอบตัวได้ค่ะ

โดยเริ่มจากการที่คนรอบตัวสูดเอาเชื้อที่ออกมาจากสารคัดหลั่งในขณะที่ผู้ป่วยจามหรือไอออกมา นอกจากนี้ ยังสามารถติดเชื้อจากหนองของร่างกายผู้ป่วยด้วยได้ การทานอาหารบางชนิด เช่น การดื่มนมวัวดิบจากวัวที่เป็นวัณโรค และภาชนะสำหรับใส่อาหารทานหากมีเชื้อวัณโรคปนเปื้อนอยู่เราก็มีสิทธิ์ติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน

บุคคลซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคกระดูก
แท้จริงแล้ว การติดเชื้อวัณโรคกระดูกนั้นสามารถติดต่อกันได้กับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ทั้งหญิง-ชายและวัยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเด็กและคนชราย่อมมีโอกาสเสี่ยงในการได้รับเชื้อค่อนข้างสูงกว่า

เพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคต่ำกว่าวัยทั่วไป นอกจากนี้ คนที่มีอาการป่วยเรื้อรังอื่นๆ หรือแม้แต่คนที่ติดเชื้อ HIV ก็ล้วนมีโอกาสติดเชื้อวัณโรคกระดูกได้สูงเช่นเดียวกัน

อาการวัณโรคกระดูกที่ไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา
ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อวัณโรคในระยะช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เชื้อจะมีการลุกลามไปยังกระดูกและข้อต่อ จนทำให้มีอาการต่างๆ ตามมา ตั้งแต่อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการในแรกเริ่มอาจจะเป็นเพียงเล็กน้อยก่อนจากนั้นมันจึงจะค่อยๆ ทวีอาการรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งผ่านพ้นไปสัก 1 เดือน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ชัดเจนมากขึ้น ร่วมกับการมีไข้ต่ำตอนเย็น มีอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลดตามมา

หลายคนที่ติดเชื้อวัณโรคแล้วมีอาการเหล่านี้ มักเข้าใจไปว่าตนเองแค่ปวดหลังธรรมดาเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่าหากคุณปล่อยไว้นานโดยไม่รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาก็จะส่งผลให้กระดูกสันหลังโก่งงอขึ้นได้

เนื่องจากเชื้อร้ายจะเข้าไปทำลายกระดูกซึ่งหากมันเกิดการกดทับระบบประสาทร่วมด้วย ผู้ป่วยก็จะมีอาการขาชา ส่งผลให้ปัสสาวะและอุจจาระลำบาก บางรายมีอาการร่วมกับต่อมน้ำเหลืองโตและเดินกะเผลกแบบผิดปกติอีกด้วย

นอกจากนี้ เรายังพบข้อมูลซึ่งระบุไว้ว่า ผู้ป่วยวัณโรคกระดูกส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังบริเวณส่วนเอวประมาณ 30-50% เมื่อเชื้อแทรกซอนเจาะลึกเข้าไปยังกระดูกสันหลังส่วนเอวแล้วล่ะก็ อาการปวดหลังก็จะยิ่งทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจนแทบไม่สามารถยืนตัวตรงได้เลยทีเดียว

การวินิจฉัยวัณโรคกระดูก
จะว่าเป็นข้อเสียที่มาพร้อมการเฝ้าสังเกตอาการของผู้ป่วยโรคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะหลายคนที่มีอาการปวดหลังมักจะเข้าใจไปว่าตนเองแค่ปวดหลังธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นกันได้ทั่วไป

จึงไม่นึกเอะใจเพื่อจะมาพบแพทย์ นอกจากร่างกายจะมีอาการปวดรุนแรงหนักๆ และมีอาการแขนขาชาอ่อนแรงสุดๆ แล้วนั่นแหละจึงจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

ดังนั้น หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการดังที่เราชี้แจงเบื้องต้น ร่วมกับมีอาการปวดหลังมากขึ้นเรื่อยๆ หากทานยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาโรคกันดีกว่านะคะ โดยแพทย์จะให้การวินิจฉัย 2 วิธีดังนี้

1.ตรวจทางรังสี
การวินิจฉัยผ่านทางรังสีนั้นจะทำให้เราได้ทราบลักษณะของกระดูกได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กระดูกสันหลังมีการถูกทำลายแล้วหรือไม่ มีลักษณะโก่งงอหรือไม่ หมอนรองกระดูกแคบลงหรือไม่ เพราะหากลักษณะของกระดูกสันหลังมีความผิดปกติจริง นั่นก็หมายความว่า เชื้อวัณโรคได้ทำลายกระดูกสันหลังผู้ป่วยไปแล้วนั่นเอง

2.ตรวจด้วยทีซีสแกนหรือ MRI
เป็นการตรวจดูลักษณะของกระดูกสันหลังว่ามีหนองหรือไม่ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจดูการถูกทำลายของกระดูกสันหลัง กระดูกไขสันหลังและเส้นประสาทว่าเกิดการกดทับด้วยหรือไม่นั่นเอง

วิธีป้องกันวัณโรคกระดูก
1.ดูแลตัวเองขั้นพื้นฐาน
ควรหันมาใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรงก่อนเป็นหลักค่ะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคกระดูก โดยทำได้ง่ายมากๆ เริ่มจากดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ทัดทานเชื้อทุกชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากเราอดนอนหรือนอนไม่พอเมื่อไร ภูมิคุ้มกันโรคบกพร่องตามมาเสมอและนั่นเองสาเหตุง่ายๆ อันนำมาสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ

2.ป้องกันการรับเชื้อจากคนรอบตัว
หากคุณพบว่าคนใกล้ชิดมีอาการป่วยคล้ายกับอาการหวัด โดยไอหรือจามปกติทั่วไป จงอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าเขาอาจเป็นหวัดธรรมดาเท่านั้น เพราะละอองที่ปลิวออกมาร่วมกับเสมหะหรือสารคัดหลั่งอาจมีเชื้อวัณโรคเจือปนอยู่ด้วยก็ได้ ดังนั้น จึงควรหมั่นพยายามปิดจมูก ปิดปากของตัวเราเองเพื่อป้องกันการรับเชื้อโดยการสูดดมทางจมูกและปาก หากมีความจำเป็นจะต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว

3.ตรวจสุขภาพทุกปี
นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะการอาศัยอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นวัณโรคหรือมีอาการไอ จามเป็นประจำโดยยังไม่ทราบสาเหตุ ควรพาทั้งผู้ป่วยและตัวคุณเองไปตรวจสุขภาพบ้างเป็นประจำ โดยเฉพาะการเอกซเรย์ปอดเพื่อให้รู้เท่าทันเชื้อโรคและป้องกันการติดเชื้อวัณโรคจากคนรอบตัวไปด้วยนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับการติดเชื้อวัณโรคจนกระทั่งเชื้อนั้นลุกลามจากปอดผ่านกระแสเลือดมายังอวัยวะสำคัญอื่นๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะการเกิดวัณโรคกระดูก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาการดังกล่าวโดยเฉพาะการปวดหลังนั้น ล้วนเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิตในปัจจุบันซึ่งเราอาจจะนั่งทำงานผิดท่า นอนผิดวิธีหรือแม้แต่การออกกำลังกายหรือยกของหนัก ตลอดจนอาการป่วยไข้ต่างๆ ก็ย่อมนำมาซึ่งอาการปวดหลังร่วมด้วยได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ใครกันบ้างละคะที่จะทันนึกเอะใจว่าเราอาจจะติดเชื้อวัณโรคกระดูกเข้าไปเสียแล้ว

ดังนั้น เพื่อไม่ให้สายจนเกินแก้ เมื่อพบว่าอาการปวดหลังมีความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ จงรีบไปพบแพทย์กันแต่เนิ่นๆ ดีกว่านะคะ จะได้รักษาโรคดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ หากพบว่าคนรอบตัวคุณบ่นถึงอาการปวดหลังอยู่บ่อยๆ จนแน่ใจว่าอาจปวดเรื้อรังมาเนิ่นนานแล้ว ก็ควรบอกข้อมูลเกี่ยวกับวัณโรคกระดูกให้เขาได้ทราบบ้าง เพื่อกระตุ้นสติให้เขาฉุกคิดและรีบไปพบแพทย์รักษาอย่างทันการณ์ต่อไป

สุขภาพ

ดูแลสุขภาพกับวิธีง่ายๆ แค่ใส่ใจตัวเอง

หลายคนอาจจะคิดว่าความร่ำรวยเงินทองคือ บ่อเกิดของความสุข แต่คุณจะมีความสุขกับเงินที่หามาได้อย่างไร หากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ต้องเข้าโรงพยาบาลไปพบหมอมากกว่าได้เดินทางไปแหล่งท่องเที่ยว สุขภาพจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องให้ความสำคัญทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ซึ่งก็สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

1.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และทานให้ตรงเวลา

ในทุก ๆ มื้อพยายามทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่อย่างพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย และควรทานให้ตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน โดยมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดจึงไม่ควรที่จะงด ส่วนมื้อเย็นควรทานแต่น้อยและไม่ควรทานหลัง 6 โมง เพราะหากทานดึกเกินไปใกล้เวลานอน อาจทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

2.ดื่มน้ำให้พอเพียง

พยายามดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว เพราะการดื่มน้ำอย่างพอเพียงมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ทั้งในเรื่องของสุขภาพและความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื่น ดูสดใสเปล่งปลั่ง

3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้สดชื่นผ่อนคลายแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง ช่วยให้ปอดและหัวใจทำงานได้ดี อีกทั้งยังช่วยสลายไขมัน ซึ่งจะช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย

4.นอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียง

นอนหลับพักผ่อนให้ได้วันละ 6-8 ชั่วโมง การนอนหลับพักผ่อนอย่างพอเพียงไม่เพียงแต่ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่ยังทำให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นแจ่มใส มีพลังในการทำงานและการใช้ชีวิต

5.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เป็นที่รู้กันว่า การสูบบุหรี่และดื่มเหล้านั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับ มะเร็งปอด การหลีกเลี่ยงหรือพยายามลด ละ เลิก พฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้น เพราะหากคุณไม่รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายก็ย่อมเป็นการลดปัจจัยที่จะมาทำลายสุขภาพของคุณนั่นเอง

6.รักษาสุขภาพจิตให้ดี

การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมส่งผลให้สุขภาพร่างกายดีไปด้วย และการมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นก็สามารถทำได้โดยการทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ หากิจกรรมที่ชอบทำ ฝึกสมาธิปฏิบัติธรรม เป็นต้น

7.ให้เวลากับคนในครอบครัว

ความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เป็นแหล่งที่มาอีกแห่งหนึ่งของความสุข การให้ความสนใจกับธุระการงานจนลืมที่จะแบ่งเวลาให้กับคนในครอบครัวย่อมทำให้ความสุขในครอบครัวลดน้อยลง ใส่ใจกับครอบครัวให้มากขึ้น สร้างความสมดุลให้กับชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เท่านี้คุณก็หาความสุขได้ในทุก ๆ วันได้แล้ว

สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และการมีสุขภาพจิตที่ดี ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณสามารถสัมผัสกับความสุขที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างเต็มที่เท่านั้น แต่มันยังเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขด้วยตัวของมันเอง และมันคงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไรถ้าคุณจะหันมาใส่ใจกับสุขภาพเสียแต่บัดนี้ เพื่อที่คุณจะได้มีความสุขได้มากขึ้นในทุกวันที่ผ่านไป